Google
 

วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

Labour Ministry to seek court order to oust Triumph workers from its premises

Fri, 27/11/2009 - 06:09
The Ministry of Labour will seek a court order to remove Triumph workers from the ground floor of its building, citing a complaint from a citizen, after it previously claimed the need to use the space for an exhibition to celebrate the King’s birthday. Products under the workers’ own brand name ‘Try Arm’ have been made and sold, and a labour organization in Switzerland has placed an order for 400 pairs of underwear.

According to a Daily News report on 23 Nov, Minister of Labour Phaithoon Kaewthong claimed a complaint was made by a citizen who came to the ministry on business about the ‘messy and unpleasant sight’ and the inconvenience caused by the protesters.


Pichit Sukhayuwana made the complaint through the government’s www.1111.go.th website, calling on the Minister to take immediate action to remove the protesters from public premises.

The Minister said that he was looking into this problem. So far the Ministry has tried, without success, to talk to them, as well as provide new jobs and vocational training.

‘There’s someone complaining. So it can’t be allowed to go on this way. I’ve told officials to ask for a court order to get the 200-300 workers out of the Ministry. I don’t want to use these means, but I’m forced to do so. We’ll do it in a gentle way,’ he said.

For nearly five months now, workers have continued a protest against Body Fashion Thailand Co, a subsidiary of Triumph International, which fired them in late June.
Since mid-October, about 300 ex-workers have occupied the ground floor of the building, and soon afterwards, they started to make their own products for sale to support their struggle.



Jitra Kotchadet, advisor to the Triumph International Labour Union, said that there was quite good response to their products. Customers came to buy them at the Ministry. Some placed orders by phone. Most of them were middle-aged. According to their survey, customers knew of their products through news reports on television and in the press.

A Swiss labour organization has ordered 400 pairs of underwear for Christmas.

They have 9 sewing machines, and can produce 60-70 pieces of each model per day. Apart from underwear, they also produce scarves and hand-sewn blankets. They are now planning to produce men’s underwear.
Jitra said they had been approached by many entrepreneurs for subcontracting and had been offered business partnerships, but they could not take these seriously as their campaign is their priority.
‘Our struggle for our rights has not finished yet,’ she said.

2 ตัวแทน สร.ไทรอัมพ์ฯ ออกบอกเล่าการถูกละเมิดต่อแรงงานและผู้บริโภคในยุโรป

Tue, 2009-12-01 03:31

เทวฤทธิ์ มณีฉาย

วานนี้ (29 พ.ย.52) เวลาประมาณ 21.30 น. 2 ตัวแทนสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย คือ จิตรา คชเดช ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ และ ธัญยธร คีรีถาวรพัฒน์ รองประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ พร้อมด้วยสมาชิกสหภาพทั้งที่อยู่ในโรงงานและส่วนที่ถูกเลิกจ้างประมาณ 40 คน ได้มาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อเตรียมออกเดินทางไปรณรงค์บอกเรื่องราวการถูกละเมิดสิทธิที่เกิดขึ้นแก่องค์กรแรงงาน และองค์กรผู้บริโภคในประเทศยุโรป ประกอบด้วย ออสเตรีย เบลเยี่ยม สวิสเซอร์แลนด์ เยอรมนีและเดนมาร์ก

โดยจิตราและธัญยธรได้ออกเดินทางโดยสายการบินออสเตรีย เวลา 23.55 น. เพื่อไปลงที่เวียนนา ประเทศออสเตรีย แล้วจึงเดินทางไปบรัสเซล ประเทศเบลเยียม

ในการเดินทางครั้งนี้นอกจากเพื่อไปบอกเล่าเรื่องราวการละเมิดสิทธิที่แรงงานประสบให้แก่องค์กรทั้งผู้บริโภคและแรงงานได้ทราบแล้ว ตามแผนการเดินทางยังจะได้เข้าร่วมประชุมกับองค์กรสมาพันธ์แรงงานสิ่งทอโลก และทั้ง 2 ยังต้องการพบกับนายจ้างตัวจริงที่เป็นชาวเยอรมนี ที่มีสำนักงานใหญ่ในสวิสเซอร์แลนด์ เพื่อเจรจาหาข้อยุติปัญหา พร้อมทั้งการหาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิดอีกในอนาคต ทั้งนี้ ตามแผนการเดินทาง ตัวแทนทั้ง 2 จะเดินทางกลับมาถึงประเทศไทยในวันที่ 23 ธันวาคนนี้

อย่างไรก็ตาม ก่อนขึ้นเครื่องได้เกิดเหตุขัดข้อง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่ยอมให้จิตรา ออกนอกประเทศ โดยอ้างถึงหมายจับที่ทางจิตรา ถูก สน.ดุสิตขออำนาจศาลให้ออกหมายจับ ในวันที่ 27 สิงหาคม 2552 (ดู ตร.ออกหมายจับ 3 แกนนำคนงานไทรอัมพ์ฯ ฐานชุมนุมปิดถนนหน้าทำเนียบฯ ก่อความวุ่นวาย ทำปชช.เดือดร้อน) แต่จิตราได้แย้งว่าตนได้รับการประกันตัวแล้ว หลังจากเข้ามอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ดุสิต เมื่อวันที่ 18 พ.ย.ที่ผ่านมา (ดู 2 แกนนำไทรอัมพ์ ได้ประกันตัว อ.รัฐศาสตร์ จุฬาฯ ใช้ตำแหน่งประกัน) ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องขอหลักฐานดังกล่าวจาก สน.ดุสิต จนเหลือเพียง 10 นาทีก่อนเครื่องออก จึงสามารถขึ้นเครื่องและเดินทางได้ทัน

ส่วนทางผู้ชุมนุมทั้งที่หน้าโรงงานหรือบริษัท บอดี้ แฟร์ชั่น ประเทศไทย ที่เป็นบริษัทลูกของ บริษัทไทรอัมพ์ฯ บริเวณนิคมอุตสาหกรรมบางพลี จ.สมุทรปราการ และบริเวณใต้ถุนกระทรวงแรงงาน ที่ดินแดง กรุงเทพฯ การชุมนุมยังคงดำเนินต่อไป เป็นวันที่ 154 โดยในวันดังกล่าวบริเวณใต้ถุนกระทรวงแรงงานก็ได้มีการเริ่มจัดสรรพื้นที่ระหว่างผู้ชุมนุมกับกระทรวงเพื่อทำการจัดนิทรรศการเฉลิมพระชนม์พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจากคำบอกเล่าแล้วคาดว่ากระทรวงแรงงานจะจัดงานใหญ่กว่าทุกปี

ในส่วนผู้ชุมนุมได้มีการจัดสรรพื้นที่อย่างเป็นระเบียบ เช่น พื้นที่สำหรับทำอาหาร พื้นที่สำหรับนอน พื้นที่สำหรับทำกิจกรรมและพื้นที่สำหรับทำการผลิตชุดชั้นใน “Try Arm” เป็นต้น พร้อมรับมือหากมีหมายศาลไล่ที่เพื่อทำกิจกรรมดังกล่าว (ดู ก.แรงงานเตรียมขอหมายศาลไล่คนงานไทรอัมพ์ และ กระทรวงแรงงานเตรียมขออำนาจศาลไล่อดีตคนงานไทรอัมพ์พ้นตึก

ที่มา : http://www.prachatai.com/journal/2009/12/26824

ก.แรงงานเตรียมขอหมายศาลไล่คนงานไทรอัมพ์

Wed, 2009-11-25 02:47
เทวฤทธิ์ มณีฉาย

เมื่อวันที่ 23 พ.ย.2552 ทางหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ หน้า 3 หรือหน้าการเมือง ได้รายงานข่าวว่า “ไพฑูรย์” เตรียมขอหมายศาลไล่ม็อบไทรอัมพ์พ้น ก.แรงงาน” โดยอ้างว่ามีผู้ที่เดือดร้อน 1 คนที่มาติดต่อราชการแล้วรับไม่ได้กับการชุมนุม เพราะเหมือนสร้างค่ายผู้ลี้ภัยในสถานที่ราชการ ดูแล้วอุจาดตาย่ำยีไม่เคารพสถานที่และข้าราชการ โดยได้ร้องเรียนผ่านทาง www.1111.go.th ทั้งนี้ก่อนหน้านี้กระทรวงแรงงานก็ได้ให้ข่าวในทำนองนี้โดยอ้างเหตุใช้จัดนิทรรศการเฉลิมฉลองพระชนพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นเหตุขออำนาจศาลเพื่อไล่ผู้ชุมนุมมาครั้งหนึ่ง ด้านผู้ชุมนุมชี้ปัญหาอยู่ที่ทัศนคติและความสามารถในการแก้ปัญหาของรัฐบาลและกระทรวง ยันบริษัทยังไม่ได้ปฏิบัติตามกฏหมาย

จากรายงานของเดลินิวส์ดังกล่าว พบว่า เมื่อวันที่ 23 พ.ย. นายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณีที่มีผู้ร้องเรียนไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องที่ผู้บริหารกระทรวงแรงงานปล่อยปละละเลยให้อดีตลูกจ้างไทรอัมพ์ กว่า 300 คนชุมนุมในกระทรวงแรงงาน ทำให้คนที่มาติดต่อราชการไม่ได้รับความสะดวกว่า ตนกำลังดำเนินการแก้ปัญหาเรื่องนี้อยู่ แม้จะเข้าใจดีว่าอดีตลูกจ้างไทรอัมพ์ได้รับความเดือดร้อนจากการถูกเลิกจ้างเป็นเวลากว่า 6 เดือน แต่เรื่องนี้ทางนายจ้างได้มีการจ่ายเงินค่าชดเชยให้มากกว่ากฎหมายกำหนดแล้ว แต่ผู้ชุมนุมดังกล่าวก็พยายามต่อรองให้มีการช่วยเหลือมากกว่าที่นายจ้างให้ ที่ผ่านมากระทรวงพยายามพูดคุย เจรจาด้วยดีทั้งการจัดหางานใหม่ในตำแหน่งเดิม การฝึกอาชีพ แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ
“มีคนเดือดร้อน จึงปล่อยไปแบบนี้ไม่ได้ ผมมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดำเนินการทำเรื่องขออนุมัติหมายศาลเพื่อขอความคุ้มครองให้อดีตลูกจ้าง 200-300 คนออกจากสถานที่ราชการ ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ไม่อยากใช้วิธีนี้ แต่เมื่อทุกอย่างบีบก็ต้องทำ ทั้งนี้จะใช้วิธีละมุนละม่อม” นายไพฑูรย์กล่าว

ก.ขานรับทันทีหลังมีผู้ร้องอ้างผู้ชุมนุมสร้างค่ายผู้ลี้ภัย อุจาดตาย่ำยีสถานที่และข้าราชการ ทั้งนี้เมื่อสอบถามไปยังผู้ชุมนุมเกี่ยวกับรายละเอียดที่ทางนายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงว่ามีผู้เดือดร้อนจากการชุมนุมที่ใต้ถุนกระทรวงของพวกเธอนั้น จึงได้ทราบว่าทางการทรวงแรงงานได้แจ้งให้ทางพวกเธอว่ามีผู้ร้องเรียนไปที่สำนักนายกรัฐมนตรี ผ่านทาง www.1111.go.th ตามเอกสารปรากฏผู้ร้องชื่อ นายพิจิตร์ สุขะยุวนะ ผู้บันทึกเรื่องคือ ขจร ป้อมคำ ระหัสเรื่องคือ นร01520018833 วันที่บันทึก 5/11/2552

สรุปสาระสำคัญของเรื่อง คือ ขอให้พิจารณาแนวทางจัดระเบียบกลุ่มมวลชน ที่มาชุมนุม ณ กระทรวงแรงงเพื่อความเป็นระเบียบของสถานที่ราชการ ซึงมีรายละเอียดดังนี้

กราบเรียน พณฯรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน

กระผมเข้าไปกรุงเทพฯเพื่อติดต่อราชการที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ก็พบว่ามีผู้คนหนาแน่นผิดปกติ ภายหลังเข้าใจว่าเป็นม็อบของโรงงานไทรอัมพ์ ซึ่งร้องเรียนกับกระทรวงในปัญหาด้านแรงงาน แต่จากสภาพที่พบเห็นครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง มีสภาพไม่แตกต่างอะไรกันมากนัก กล่าวคือมีผู้ร่วมขบวนทุกอิริยาบทเดินเพ่นพ่านไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งสถานที่เต็มไปด้วยขยะ ทั้งๆที่เป็นสถานที่ราชการ ควรมีระเบียบเรียบร้อย แต่กลับเต็มไปด้วยความวุ่นวาย

ม็อบเหล่านนี้เท่าที่ดูไม่ค่อยจะให้ความเคารพสถานที่ราชการ ข้าราชการ เป็นภาพที่อดสูเป็นอย่างยิ่ง หากมาร้องเรียนความเป็นธรรมก็ควรเคารพสถานที่ที่เราไปขอความเป็นธรรมเช่นเดียวกัน ความอุจาดตาในสภาพหรือสถานที่ราชการกลับกลายเป็นค่ายผู้ลี้ภัยเสียากกว่า ดูๆแล้วเหมือนอยู่เหนือกฏเกณฑ์กฏหมายที่ประเทศมีอยู่ทั้งสิ้น

ดังนั้นกระผมจึงขอร้องเรียนท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พณฯท่านไพฑูรย์ แก้วทอง ได้โปรดดำเนินการแก่กลุ่มบุคคลเหล่านั้นที่ย่ำยีสถานที่ราชการโดยให้ขับออกไปจากกระทรวงแรงงานโดยด่วนที่สุด ทั้งนี้เพื่อให้สถานที่ราชการเป็นสถานที่ที่อันทรงเกียรติของผู้รักษากฏหมายซึ่งให้ความช่วยเหลือประชาชนอื่นๆ กลับมาเป็นปกติสุข มิใช่เป็นสถานที่พักพิง ทำตามอำเภอใจ

ในอดีตประมาณสองปีเศษกระผมได้เห็นศาลาว่าการจังหวัดระยอง ครั้งเมื่อม็อโรงงานฟอร์ดมาตั้งแค้มป์เรียกร้อง ก็อเนจอนาจใจกับพฤติกรรมยึดสถานที่ราชการ โดยพักพิงอาศัยด้านหน้ารั้วมาเป็นฐานบัญชาการและชุมนุม โดยมีการตากผ้าถุงและเสื้อผ้าของเหล่าม็อบพาดรั้วหน้าศาลากลาง รวมทั้งมีการตั้งโรงครัว ซึ่งภายในรั้วมีพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 ตั้งประดิษฐานอยู่ แต่ก็ไม่ได้รับความเคารพหรือให้ความสนใจจากกลุ่มม็อบดังกล่าว ในการให้เกียรติแก่สถานที่ราชการเฉกเช่นเดียวกับที่กระทรวงแรงงานปัจจุบัน

ขอให้กำลังใจแก่ท่านรัฐมนตรีได้โปรดใช้อำนาจหน้าที่ของท่านเพราะผมเป็นคนหนึ่งที่ยอมไม่ได้กับการกระทำของบุคคลเหล่าวนี้ในฐานะผู้เสียภาษีคนหนึ่ง ขอความกรุณาอีกครั้งได้โปรดดำเนินการโดยด่วนที่สุด กระผมจะคอยติดตาม
ด้วยความเคารพ
นายพิจิตร์ สุขะยุวนะ

ที่มา : http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26746

2 แกนนำไทรอัมพ์ ได้ประกันตัว อ.รัฐศาสตร์ จุฬาฯ ใช้ตำแหน่งประกัน

Thu, 2009-11-19

วานนี้ (18 พ.ย.) เวลา 10.00น. จิตรา คชเดช ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย และบุญรอด สายวงศ์ เลขาธิการสหภาพฯ พร้อมสมพร มูสิกะ ทนายความจากสภาทนายความ ได้เข้าพบ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 และ พ.ต.อ.วีรวิทย์ จันทร์จำเริญ รอง ผบก.น.1 ที่สถานีตำรวจนครบาลดุสิต หลังถูกศาลอาญาออกหมายจับ เลขที่ 2494/2552 และ 2495/2552 ลงวันที่ 27 ส.ค. 52 ในข้อหากระทำผิดด้วยการมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปก่อความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 215 และ 216 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 108 จากกรณีที่คนงานรวมตัวกันชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลและรัฐสภา เมื่อวันที่ 27 ส.ค.ที่ผ่านมา


พ.ต.ท.ทินกร สมวันดี รอง ผกก.สส.สน.ดุสิต ได้ทำการสอบสวน เบื้องต้นแกนนำทั้งสองคนได้ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมขอประกันตัวโดยมีพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ และสุดา รังกุพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำหนังสือยืนยันจากจรัส สุวรรณมาลา คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งรับรองว่า ทั้งสองคนมีตำแหน่งเป็นอาจารย์จริง เมื่อตำรวจพิจารณาหลักฐานแล้วอนุญาตให้ประกัน โดยตั้งวงเงินประกันไว้คนละ 100,000 บาท พร้อมนำสำนวนส่งอัยการเพื่อพิจารณาต่อไป

สำหรับการมอบตัวครั้งนี้ สุนทร บุญยอด เจ้าหน้าที่สภาศูนย์กลางแรงงาน ซึ่งถูกหมายจับในคดีเดียวกัน ไม่ได้เข้ามอบตัวด้วย โดยแกนนำระบุว่าไม่สามารถติดต่อได้

ทั้งนี้ บรรยากาศด้านหน้า สน.ดุสิต เป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีสมาชิกสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ ประมาณ 100 คน เดินทางมาให้กำลังใจกับแกนนำที่เข้ามอบตัว ก่อนจะเดินทางกลับพร้อมกันในเวลา 12.00น.
ต่อการออกหมายจับคนงานที่ผ่านมา จิตรา กล่าวว่า ไม่ได้มีผลต่อการตัดสินใจชุมนุมในครั้งต่อๆ ไป เพราะเชื่อว่าไม่ได้ทำผิดอะไร และหากตำรวจจะจับก็คงให้จับ เพราะคนงานไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการเดินขบวนและเรียกร้อง ทั้งนี้ ย้ำว่าการชุมนุมเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ พวกเธอชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ หากรัฐบาลไม่อยากเห็นการชุมนุมก็ต้องแก้ไขปัญหาของแรงงาน

อนึ่ง การชุมนุมเมื่อวันที่ 27 ส.ค.นั้น เป็นการชุมนุมของคนงานจากสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย, สหภาพแรงงานอิเล็กทรอนิกส์และแม็คคานิคส์ ในเครือบริษัทเอนี่ออน อิเล็กทรอนิกส์ (ไทยแลนด์) จำกัด และคนงานบริษัท เวิลด์เวลล์การ์เม้นท์ พร้อมองค์กรแรงงานและประชาชน ไปยังทำเนียบรัฐบาลและรัฐสภา เพื่อติดตามความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาหลังจากได้ยื่นเรื่องต่อนายกรัฐมนตรีก่อนหน้านั้น โดยในวันดังกล่าว มีการใช้เครื่องขยายเสียงระดับไกล หรือ LRAD กับผู้ชุมนุมด้วย ซึ่งหลังจากนั้น นักกิจกรรมกลุ่มหนึ่งได้ทำหนังสือประณามการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เรียกร้องให้ถอนการออกหมายจับโดยทันที รวมถึงเรียกร้องให้รัฐบาลและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนของเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย


ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 215 ผู้ใดมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าผู้กระทำความผิดคนหนึ่งคนใดมีอาวุธ บรรดาผู้ที่กระทำความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าผู้กระทำความผิดเป็นหัว หน้า หรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการกระทำความผิดนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 216 เมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมเพื่อกระทำความผิดตามมาตรา 215 ให้เลิกไป ผู้ใดไม่เลิก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522
มาตรา 108 ห้ามมิให้ผู้ใดเดินแถว เดินเป็นขบวนแห่หรือเดินเป็นขบวน ใด ๆ ในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจร เว้นแต่
(1) เป็นแถวทหารหรือตำรวจ ที่มีผู้ควบคุมตามระเบียบแบบแผน
(2) แถวหรือขบวนแห่หรือขบวนใด ๆ ที่เจ้าพนักงานจราจรได้อนุญาต และปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เจ้าพนักงานจราจรกำหนด



เรื่องที่เกี่ยวข้อง:
ตร.ออกหมายจับ 3 แกนนำคนงานไทรอัมพ์ฯ ฐานชุมนุมปิดถนนหน้าทำเนียบฯ ก่อความวุ่นวาย ทำปชช.เดือดร้อน
ร้องถอนหมายจับผู้นำสหภาพแรงงาน- กก.สิทธิ ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ ตร.

ผู้บริหารไทรอัมพ์ย่องเปิดสัญญาณเตือนภัย ทำคนงานเจ็บระนาว

Thu, 2009-11-19

เมื่อวันที่ 17 พ.ย.52 เวลาประมาณ 9.00 น. ที่บริษัท บอดี้แฟชั่น (ประเทศไทย) จำกัด อ.บางพลี สมุทรปราการ ผู้ผลิตชุดชั้นในและชุดว่ายน้ำยี่ห้อดัง “ไทรอัมพ์” (รวมถึงยี่ห้อ วาเลนเซีย (Valinsere), สล็อกกี้ (Sloggi), อาโม (AMO) และออม (HOM) เป็นต้น) ได้เกิดเหตุสัญญาณเตือนกรณีเหตุฉุกเฉินดังขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ จนเป็นเหตุให้พนักงานบาดเจ็บตามที่ได้รับการส่งตัวเขาโรงพยาบาล 129 คน ในจำนวนนี้มีคนท้อง 8 เดือน กำหนดคลอด 23 ธันวานี้ ต้องรอดูอาการจากแพทย์อย่างใกล้ชิด มีคนพึ่งไปผ่าตัดมาแล้วเกิดแผลฉีก หลังจากหนีตายตามสัญญาณเตือน โดยทยอยเข้าโรงบาลจุฬารัตน์ 3 กับ จุฬารัตน์ 5 ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอาการแผลถลอก ฝกช้ำ ส่วนคนงานที่เหลืออยู่ในอาการขวัญผวาไม่สามารถทำงานต่อได้ โดยปฏิบัติการครั้งนี้ผู้บริหารชี้แจ้งว่าเป็นการซ้อมอพยพหนีไฟ แต่ในการซ้อมครั้งนี้ไม่มีการแจ้งเจ้าหน้าที่แรงงานจังหวัด สหภาพแรงงาน รวมถึงคณะกรรมการความปลอดภัยก่อนการซ้อมตามกฏหมาย

ทั้งนี้หลังจากเหตุการณ์สงบไม่นานที่โรงอาหารในบริษัท ทางนายลีโอนาโด้ อินโนเซนซี (Leonardo innocenzi) ตำแหน่ง Corporate Head of Supply Chain ได้ออกมาชี้แจงกับพนักงาน โดยมี นาวาเอก พิชเยนทร์ ตันประเสริฐ ผู้จัการฝ่ายผลิต เป็นผู้แปลและชี้แจงเสริม ความว่า ในสภาวะแวดล้อมในโรงงานของเรา เราพยายามจะทำให้มันน่าอยู่ แต่อย่างไรก็ตามมันมีอันตรายแฝงอยู่ในนั้น จากประสบการณ์ที่เดินทางทั้วโลก ได้เจอ อย่างเมื่อ 2 เดือนที่แล้วมีเหตุการณ์ไฟไหม้โรงงานขนาดเล็กกว่าไทรอัมพ์ฯ มีคนตาย 55 คน อยู่ในประเทศโมร็อคโค คนที่ตายได้ทิ้งคนที่อยู่ข้างไว้ ทิ้งลูกทิ้งเมียไว้ เพราะว่าเขาไม่รู้ว่ามันจะทำอย่างไรเมื่อเกิดไฟไหม้



วันนี้ที่จับเวลาคนที่หนีออกมาแรกๆ ใช้เวลา 4 นาที แต่คนสุดท้ายที่ออกมาใช้เวลา 10 นาที ตามปกติจะต้องออกมาได้ภายใน 2 นาที ไม่อย่านั้นแล้วจะเสียชีวิตในที่เกิดเหตุได้ มีเหตุผล 3 ข้อในการปฏิบัติการครั้งนี้ หนึ่ง ผมมีความรับผิดชอบ ทั้งด้านคุณธรรม ศีลธรรม และตามกฏหมายที่ต้องรับผิดชอบต่อชีวิต ความอยู่รอกของพวกพนักงาน สอง ผมต้องการให้พนักงานเดินทางกลับบ้าน เหมือนกับที่เดินทางมาทำงาน สาม เพราะฉะนั้นผมต้องการความมั่นใจว่าถ้าหากมีอะไรเกิดขึ้นแล้ว พนักงานจะรู้ว่าควรจะทำอย่างไร และจะต้องป้องกันตัวเองจากอันตรายเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี

“นี่คือเหตุผลที่เราซ้อมอพยพโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า” นายลีโอนาโด้ อินโนเซนซี กล่าวทิ้งท้ายในการชี้แจง

ทั้งนี้ผู้ที่ได้รับการบาดเจ็บจากการแอบกดสัญญาณไฟเตือนในครั้งนี้ได้ทยอยกันเข้าการตรวจและรักษาตัวที่ โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 และ จุฬารัตน์ 5 จำนวน 129 คน ในวันเกิดเหตุ และวันรุ่งขึ้นได้มีคนงานเข้ารับการรักษาตัวเพิ่มอีก 5 คน ส่วนใหญ่เป็นอาการฟกช้ำ ถลอก อ่อนเพลีย เป็นลม ช๊อคและหายใจไม่ทัน เป็นต้น ทั้งนี้ยังคงมีคนงานที่นอนค้างคืนรับการรักษา ให้น้ำเกลือและออกซิเจน อยู่ที่ โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 จำนวน 3 คน โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 5 จำนวน 2 คน ส่วนคนท้องได้เข้ารับการรักษาตัวและสังเกตุอาการอย่างใกล้ชิดที่โรงพยาบาลท่าพระ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่ได้รับการฝากครรภ์ไว้ ขณะนี้ยังรอดูอาการเด็กและแม่เด็กอยู่ว่าจะต้องเข้ารับฝ่าตัดหรือไม่

จากการสอบถามพนักงานที่ประสบเหตุและคอยดูแลเพื่อที่เข้ารับการรักษาพยาบาล เล่าว่า ขณะเกิดเหตุมีคนที่เคยฝ่าตัดหัวใจรั่วมาแล้ว เกิดล้มขณะวิ่งหนีตาย เกิดอาการช๊อกและหายใจไม่ทันจึงต้องเข้าโรงพยาบาลทันที ขณะนี้ยังรอดูอาการอยู่ ส่วนอีกคนที่เป็นไข้อยู่แล้ว มาช่วยระวังให้คนท้องเกิดไหล่ไปชนกับประตูหนีไฟอย่างแรง จนขยับแขนไม่ได้ คาดว่าอาจหักต้องรอหมอตรวจละเอียดอีกที อีกทั้งในครั้งนี้มีคนงานที่ย้ายมาจากเทพารักษ์หลังการเลิกจ้างคนงาน 1,959 คน และประสบเหตุการณ์อพยพเป็นครั้งแรก ทำให้ยิ่งเกิดการชุลมุนมาก





ภาพผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 5




ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้มีโอกาสสัมภาษณ์ สุจิตรา ช้อยขุนทด ประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย ผู้อยู่ในเหตุการณ์ เล่าว่า วันนี้ (18 พ.ย.) ยังมีคนไปหาหมอเมื่อเช้า 4-5 คน แต่เมื่อวานไป 129 คน ยังนอนรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 5 จำนวน 2 คน ส่วนจุฬารัตน์ จำนวน 3 คน ส่วนคนท้องอยู่โรงพยาบาลท่าพระ ซึ่งวันนี้คนงานที่อยู่ในโรงงานยังคงขวัญผวาอยู่ ยังตื่นตระหนก ยังทำงานไม่ค่อยได้

เมื่อถามท่าทีของสหภาพแรงงานต่อเรื่องนี้ สุจิตรา เห็นว่าน่าจะมีการดำเนินเรื่องและเอาผิดทางกฏหมาย บริษัทต้องจ่ายค่าเสียหาย รวมถึงค่าทำขวัญแก่พนักงานทุกคน ไม่ใช้จ่ายเพียงค่ารักษาพยายาลและค่ารถกลับบ้าน ทางสหภาพได้สอบถามไปว่าเกิดอะไรขึ้น Leo ก็บอกว่าเป็นการซ้อมหนีภัย มีคนรู้เห็นเหตุการณ์เพียง 5 คน แต่พอทางเราจี้ไปว่าใครบ้างที่รู้เห็นในเรื่องนี้ ทางคุณ Leo กลับตอบว่า ไม่ต้องถามว่ามีใครบ้าง แต่จะรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว

“เขาพุดในที่ประชุม เขาต้องการให้พนักงานกลับบ้านด้วยความปลอดภัย แต่การกระทำแบบนี้ไม่ควรเอาชีวิตพนักงานมาเสี่ยง อย่างน้อยก็ต้องแยกคนป่วย คนท้องที่มีมากออกมาก่อน เหตุการณ์แบบนี้เท่าที่อยู่มา 10 กว่าปี ไม่เคยมีในบริษัทไทรอัมพ์ การฝึกซ้อมก็ต้องแจ้งล่วงหน้าทุกครั้ง โรงงานอื่นก็ก็มีการซ้อม เขาก็เอาคนท้อง คนป่วยออกมา บริษัทอื่นๆที่เคยอยู่มาก็จะแจ้งเจ้าหน้าที่ความปลอดจังหวัด ต้องมีการแจ้งล่วงหน้า 1 เดือน รวมถึงมีการประชุมอบรมกรรมการความปลอดภัยก่อน ให้พนักงานทดสอบช่องทางหนีภัยก่อน” สุจิตรา กล่าว

ประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ กล่าวถึงการช่วยเหลือของสหภาพต่อผู้ได้รับบาดเจ็บว่า มีกรรมการสหภาพที่กำลังถุกบริษัทขออำนาจศาลเลิกจ้างพร้อมคนงาน 1,959 คน และอนุกรรมการสหภาพแรงงานที่ยังคงได้ทำงานอยู่ ได้พาคนเจ็บไปโรงพยาบาล ในตอนแรกบริษัทเพียงจัดรถรับส่งคนเจ็บให้ และมีเพียงผู้บริหารชาวไทยเพียงคนเดียวที่คอยดูอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 5 ส่วนโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 มีเพียงอนุกรรมการสหภาพแรงงานเท่านั้นที่ดูแลคนเจ็บ

สุจิตรา เล่าถึงความรู้สึกของตนเองในตอนนี้ว่ารู้สึกว่าแย่มากที่บริษัททำแบบนี้ คิดว่าบริษัทอาจมองไม่เห็นว่าพนักงานเป็นคนในครอบครัว มองว่าจะทำอะไรกับพนักงานก็ได้ อยากให้สังคมได้ทราบว่าบริษัททำแบบนี้มันไม่ถูกต้องตามกฏหมายและมันก็เสี่ยงเกินไป ถ้าหากพนักงานคนใดคนหนึ่งเสียชีวิตไป นั่นจะกระทบถึงครอบครัว คนอีกหลายคนด้วย

จากการที่สอบถามสามีของคนท้องที่นอนอยู่ในโรงพยาบาลเขามองว่า ไม่น่าเอาชีวิตลูกเมียเขามาเสียงแบบนี้ มันโหดร้ายเกินไปที่ทำกับผู้หญิงท้องแบบนี้ กรณีคนพึ่งผ่าตัดหัวใจ มาทำงานไม่ถึง 2 อาทิตย์ ตอนเกิดเหตุกช๊อคเป็นลมไปเลย กลับมาแล้วก็ต้องกลับเข้าโรงพยาบาลอีก แต่ผู้บริหารกลับแจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่าพนักงานที่อาการหนักก็เพราะเป็นโรคประจำตัวอยู่แล้ว

“วันนี้ไปถามผู้บริหารว่าบริษัทจะรับผิดชอบอะไร แล้วสหภาพแรงงานขอรายงานการประชุมของผุ้บริหารเรื่องนี้ด้วย ผู้บริหารชี้แจงว่าความรับผิดชอบของเขาคือ จ่ายค่ารักษาพยาบาลและค่าเดินทางกลับบ้าน พอเราถามถึงค่าทำขัวญพนักงานทั้งหมด แต่เขากลับตอบว่าแค่รักษาพยาบาลกับค่าเดินทางกลับบ้านก็พอเพียงแล้ว” สุจิตรา กล่าวทิ้งทาย






ข้อปฏิบัติและกฏหมายที่เกี่ยวข้อกับระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้และการฝึกซ้อมดับเพลิง รวมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ประกาศกระทรวงมหาดไทย เกี่ยวกับ ระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้และการฝึกซ้อมดับเพลิง
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การป้องกันและระงับอัคคีภัยในสถานประกอบการ เพื่อความปลอดภัยในการทำงานสำหรับลูกจ้าง พ.ศ. 2534 หมวด 8 ระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้และการฝึกซ้อมดับเพลิง ข้อ 36 วรรคสอง ซึ่งวางหลักว่า "ในกรณีที่นายจ้างจัดให้มีการฝึกซ้อมดับเพลิงหรือฝึกซ้อมหนีไฟเอง ให้ส่งแผนและรายละเอียดเกี่ยวกับการฝึกซ้อมต่ออธิบดี เพื่อให้ความเห็นชอบก่อนการฝึกซ้อมไม่น้อยกว่าสามสิบวัน"

แต่ประกาศนี้ ไม่มีบทลงโทษ มีแค่ ข้อ 39 ซึ่งวางหลักว่า "เมื่อปรากฏว่านายจ้างหรือลูกจ้างฝ่าฝืนประกาศนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่อาจให้คำเตือนเพื่อให้ปฏิบัติให้ถูกต้องภายในเวลาที่กำหนดไว้ในคำเตือนเสียก่อนก็ได้" (อ่านประกาศเพิ่มเติมที่ http://dpc5.ddc.moph.go.th/Data/data07.20.html)

ความผิดเกี่ยวกับการกระทำอันตรายต่อสตรีมีครรภ์
มาตรา 303 ผู้ใดทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นไม่ยินยอม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าการกระทำนั้นเป็นเหตุให้หญิงรับอันตรายสาหัสอย่างอื่นด้วย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท
ถ้าการกระทำนั้นเป็นเหตุให้หญิงถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท

ความผิดฐานทำร้ายร่างกาย
มาตรา 295 ผู้ใดทำร้ายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นเป็นอันตรายสาหัส
มาตรา 300 ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ลหุโทษที่อาจเกี่ยวข้องกับกรณีนี้
มาตรา 370 ผู้ใดส่งเสียง ทำให้เกิดเสียงหรือกระทำความอื้ออึง โดยไม่มีเหตุอันสมควร จนทำให้ประชาชนตกใจหรือเดือดร้อน ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท
มาตรา 390 ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ



ที่มา : http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26676

คนงานหญิง "ไทรอัมพ์" ในจีน หยุดงานประท้วงค่าแรงต่ำกว่ามาตรฐาน

Mon, 2009-11-16 16:37

คนงานร่วม 3,000 คนในบริษัทลูกของ "ไทรอัมพ์ อินเตอร์เนชั่นแนล" บริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่สัญชาติเยอรมัน หยุดงานประท้วงนับตั้งแต่ 11 พ.ย. เพื่อเรียกร้องให้มีการจ่ายเงินโบนัสและให้มีวันหยุดที่เป็นปกติ เนื่องจากฝ่ายบริหารประกาศตัดโบนัสทั้งหมดทั้งที่จ่ายค่าแรงต่ำกว่ามาตรฐานและไม่มีสวัสดิการอื่นใด


(15 พ.ย.) เว็บไซต์ไชน่าเวิร์กเกอร์สในฮ่องกงรายงานว่า คนงานหญิงโรงงานตัดเย็บชุดชั้นในสำหรับผู้หญิงเกาะไหหนาน (ไหหลำ) ทางตอนใต้ของจีน หยุดงานประท้วงตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายนเพื่อเรียกร้องให้มีการจ่ายเงินโบนัสและให้มีวันหยุดที่เป็นปกติ เนื่องจากฝ่ายบริหารประกาศตัดโบนัสทั้งหมดทั้งที่จ่ายค่าแรงต่ำกว่ามาตรฐานและไม่มีสวัสดิการอื่นใด

คนงานประมาณ 3,000 คนในโรงงานผลิตชุดชั้นในบริษัทไห่หนาน หยูเม่ย จำกัด (Hainan Youmei Underwear Co., Ltd) ในเมืองไหโขว่ เมืองหลวงของมณฑลไห่หนาน (ไหหลำ) ได้รวมตัวกันประท้วงอยู่บริเวณนอกโรงงาน โดยเจ้าของโรงงานแห่งนี้คือบริษัทไทรอัมพ์ อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่สัญชาติเยอรมัน-สวิส ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำระดับโลกผู้ผลิตชุดชั้นในสำหรับผู้หญิง

“การหยุดงานเริ่มต้นหลังจากที่ฝ่ายบริหารบอกกับคนงานว่าคนงานจะไม่ได้รับโบนัสประจำปีหากประสิทธิภาพการผลิตไม่ถึงเป้าหมายคือ 50 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณการผลิตเฉลี่ยในปีที่แล้ว” โม่ เสี่ยวหุย คนงานบริษัทแห่งนี้กล่าวกับสำนักข่าวซินหัว “มันเป็นไปไม่ได้สำหรับพวกเรา (ที่จะผลิตได้ตามเป้าหมายที่บริษัทตั้งไว้) เพราะปริมาณการผลิตลดลงอย่างรุนแรงในช่วงวิกฤติการเงินที่ผ่านมา”

“นายจ้างต้องการตัดเงินโบนัสของเราซึ่งตกอยู่ประมาณ 700 หยวน (ราว 3,400 บาท) ซึ่งพวกเราก็ได้รับเงินเดือนต่ำอยู่แล้วคือประมาณ 500 หยวนถึง 600 หยวน (ราว 2,500 บาทถึง 3,000 บาท) ลี่ กุยหัว คนงานบริษัทไทรอัมพ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ภายในวันศุกร์บริษัทตกลงที่จะจ่ายโบนัสให้แก่คนงานทุกคน แต่คนงานตัดสินใจหยุดงานประท้วงต่อไปเพื่อเรียกร้องในเรื่องอื่นๆ ฮั่น ลี่หลง ประธานสหภาพแรงงานที่เป็นทางการของบริษัท (ถูกควบคุมโดยรัฐ) กล่าวว่า คนงานในอุตสาหกรรมทั่วประเทศจีนจำนวนมากอพยพมาจากที่ต่างๆ ในภายประเทศ พวกเขาไม่ได้รับความคุ้มครองในด้านต่างๆ ไม่มีสิทธิในการรักษาพยาบาลตลอดจนไม่มีเงินเกษียณอายุ คนงานจึงตกอยู่ในภาวะความยากลำบากจากการถูกตัดเงินในปีนี้อันเนื่องมาจากวิกฤตทุนนิยมโลกซึ่งกระทบต่อประเทศจีน

ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลได้ช่วยรักษาคนรวยไว้ รวมถึงช่วยรักษาบริษัทขนาดใหญ่และการคอรัปชั่นของราชการ มาตรการดังกล่าวไม่ก่อประโยชน์แก่คนงานโรงงานตลอดจนคนจน “ตอนนี้พวกเราต้องหยุดงานประท้วงจากการที่พวกเราได้เรียกร้องกับบริษัทมาอย่างยาวนานเพื่อให้บริษัทยอมรับข้อเรียกร้องของเรา” โม่ เสี่ยวหุย กล่าว

นอกจากการประท้วงต่อการขู่ว่าจะตัดโบนัสของนายจ้าง คนงานไทรอัมพ์ยังเรียกร้องต่อบริษัทให้ขึ้นค่าแรงให้สูงขึ้นให้อยู่ระดับมาตรฐานขั้นต่ำของจีน และเรียกร้องบริษัทให้จัดให้มีวันหยุดแบบปกติที่คนงานพึงได้รับ หวง ซื่อหยาน ผู้จัดการฝ่ายบุคคลของบริษัทกล่าวว่า การเจรจาเป็นไปด้วยความยากลำบากเนื่องจากคนงานไม่ได้เลือกตัวแทนเข้าเจรจากับฝ่ายบริหาร

เรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ มันแสดงให้เห็นถึงความยากลำยากที่คนงานเผชิญอยู่ในช่วงที่มีข้อพิพาทแรงงานในประเทศจีน เนื่องจากในประเทศจีน สหภาพแรงงานที่เป็นอิสระอย่างแท้จริงเป็นเรื่องผิดกฎหมาย คนงานจึงตัดสินใจไม่เลือกตัวแทนขึ้นมาเจรจาเพราะเกรงว่าจะถูกเล่นงานโดยบริษัทหรือโดยรัฐบาลจากใช้ฐานความคิดที่ว่าการหยุดงานประท้วงเป็นการ “ทำลายความมีเสถียรภาพ”

ผลงานของไทรอัมพ์ อินเตอร์เนชั่นแนล

บริษัทไทรอัมพ์ อินเตอร์เนชั่นแนลซึ่งมีสำนักงานใหญ่ที่สวิตเซอร์แลนด์มีเงินหมุนเวียน1,600 ล้านยูโรในปี 2003 มีคนงาน 38,691 คนอยู่ใน 120 ประเทศ ในเดือนมิถุนายนในปีนี้ บริษัทปิดโรงงานสองแห่งในฟิลิปปินส์ และเลิกจ้างคนงานครึ่งหนึ่งในประเทศไทยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการปรับโครงสร้างของบริษัทในประเทศต่างๆ การดำเนินการดังกล่าวถูกมองว่าเป็นวิธีการในการทำลายสหภาพแรงงานในประเทศที่บริษัทดำเนินการอยู่ เมื่อต้นปีนี้ บริษัทบอดี้ แฟชั่น ประเทศไทย บริษัทลูกของบริษัทไทรอัมพ์ อินเตอร์ฯ ได้เลิกจ้างประธานสหภาพแรงงาน จิตรา คชเดช เนื่องจากเธอออกรายการเสวนาทางโทรทัศน์โดยใส่เสื้อที่มีข้อความว่าคิดต่างไม่ใช่อาชญากรรม

ในเดือนสิงหาคม 2009 คนงานไทรอัมพ์ในประเทศไทยและในฟิลิปปินส์ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพแรงงานต่างๆ ในฮ่องกงรวมทั้งกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ได้เดินขบวนประท้วงบริเวณนอกสำนักงานของบริษัทที่ตั้งอยู่บริเวณอ่าวเกาลูน ฮ่องกง คนงานเหล่านี้ได้ประท้วงแผนการปิดโรงงานของบริษัทไทรอัมพ์ซึ่งได้ปลดคนงานจำนวน 1,663 คนในฟิลิปปินส์และประมาณ 2, 000 คนในประเทศไทย

“เมื่อบริษัทไทรอัมพ์ฯ มีผลกำไร บริษัทได้เอาผลกำไรจากพวกเราไป แต่เมื่อบริษัทมีภาระผูกพันธ์รับผิดชอบ บริษัทกลับย้ายหนีไปที่อื่น” อีซาเบลลิตา เดลา ครูซ ตัวแทนสหภาพแรงงานจากบริษัทไทรอัมพ์ในฟิลิปปินส์ กล่าว “เราไม่สามารถรอต่อไปได้อีกแล้ว เพราะครอบครัวและบรรดาลูกๆของพวกเราทั้งในฟิลลิปินส์และในไทยกำลังลำบากและตกอยู่ในสภาพที่ทุกข์ยาก ลูกๆ ของเราไม่ได้ไปโรงเรียนและไม่นานเพราะเราจะถูกไล่ออกจากที่พักอาศัย”



ที่มาข่าว: China: “Strike by 3,000 women workers” Hainan garment workers take on European lingerie giant ‘Triumph’ (วันที่ 15 พฤศจิกายน 2009) http://chinaworker.info/en/content/news/900/

แปลโดย : http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26635

แกนนำสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ เตรียมเข้ารายงานตัวที่ สน. ดุสิตพรุ่งนี้

Tue, 2009-11-17 14:38

จิตรา คชเดช และบุญรอด สายวงศ์ แกนนำสหภาพไทรอัมพ์ที่ถูกเจ้าหน้าที่สน.ดุสิตใช้เครื่อง LRAD สลายการชุมนุม พร้อมแจ้งข้อหามั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป เตรียมรายงานตัวเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาวันพรุ่งนี้ 9 โมงเช้า เผยไม่มั่นใจว่าจะได้ประกันตัว เนื่องจากสถานการณ์การเมืองร้อนแรง

ความคืบหน้ากรณีที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ดุสิตออกหมายจับแกนนำสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ ในวันที่ 27 สิงหาคม 2552 ภายหลังจากที่ สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ คนงานเอนีออน และคนงานเวิล เวลการ์เมน ประมาณ 1,000 คน ได้เดินขบวนไปหน้าทำเนียบรัฐบาล และหน้ารัฐสภา เพื่อเรียกร้องและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเรียกร้องที่เคยยื่นมา แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่พยายามสลายการชุมนุมด้วยเครื่อง LRAD พร้อมด้วยการออกหมายจับแกนนำดังกล่าว ด้วยข้อหามั่วสุมกันกันเกิน 10 คน ขึ้นไป กระทำการให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 215 และ 216

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2552 (พรุ่งนี้) เวลา 9.00 น. น.ส. จิตรา คชเดช ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯและนายบุญรอด สายวงศ์ เลขาธิการสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ จะข้าพบพนักงานสอบสวนที่ สน.ดุสิต เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา พร้อมขอประกันตัว

อย่างไรก็ตามทางผู้ต้องหาทั้ง 2 มีความกังวลใจในเรื่องการให้สิทธิประกันตัวของเจ้าพนักงาน เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองที่ร้อนแรงในขณะนี้ อาจไม่ได้รับการประกันตัวก็เป็นได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเดินทางไปรณรงค์กับสหภาพแรงงานและเครือข่ายผู้บริโภคในยุโรปต่อไป

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:
ตร.ออกหมายจับ 3 แกนนำคนงานไทรอัมพ์ฯ ฐานชุมนุมปิดถนนหน้าทำเนียบฯ ก่อความวุ่นวาย ทำปชช.เดือดร้อน


ที่มา : http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26648

ก.แรงงานไม่ไล่ที่คนงานไทรอัมพ์ พร้อมจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติร่วมกัน

Fri, 2009-11-13 20:18

กรณีมีข่าวก่อนหน้านี้ว่า วันนี้ (13 พ.ย.) กระทรวงแรงงานจะขอคำสั่งศาลแพ่งคุ้มครองชั่วคราว เพื่อให้อดีตคนงานบริษัทบอดี้ แฟชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตชุดชั้นในไทรอัมพ์ กว่า 300 คน ซึ่งปักหลักชุมนุมที่บริเวณใต้ถุนกระทรวงแรงงานย้ายออก เนื่องจากต้องการใช้พื้นที่จัดนิรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

จิตรา คชเดช ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแลแห่งประเทศให้สัมภาษณ์ว่า ล่าสุดได้พูดคุยกับที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานแล้วได้ข้อตกลงว่า กระทรวงแรงงานจะไม่ไล่ที่และไม่ฟ้องศาล แต่จะจัดนิทรรศการร่วมกันกับคนงาน โดยกระทรวงได้ขอพื้นที่บริเวณหน้าห้องประวัติศาสตร์แรงงาน และขอให้คนงานตากผ้าถุงและชุดชั้นในให้เป็นที่เป็นทาง โดยคนงานจะได้ทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าจะจัดนิทรรศการร่วมอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรต่อไป

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:
นักข่าวพลเมือง: กระทรวงแรงงานเตรียมขออำนาจศาลไล่อดีตคนงานไทรอัมพ์พ้นตึก

ที่มา http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26595

Hainan garment workers take on European lingerie giant ‘Triumph’

Sunday, 15 November 2009.

chinaworker.info, Hong Kong

Women workers at a garment factory in Hainan, southern China, began a strike on Wednesday 11 November to press their demands on pay and vacations after management announced drastic cuts in bonuses. Around 3,000 workers at the Hainan Youmei Underwear Co., Ltd in Haikou City, the provincial capital, gathered outside the plant. The factory is wholly owned by German-Swiss lingerie giant Triumph International, one of the world’s leading manufacturers of women’s underwear.

“The strike started after the management said a worker could not get year-end bonus if her production efficiency failed to reach 50 percent of the average level last year,” Mo Xiaohui, a worker at the plant told Xinhua. “That was impossible for most of us as the production dropped sharply in the financial crisis.”

“The boss wants to cut our bonus worth about 700 yuan (102 U.S. dollars), even if our monthly salary is as low as between 500 yuan and 600 yuan (73 to 88 U.S. dollars),” said a worker named Li Guihua. “It’s going too far.”

By Friday the company agreed to pay all workers their bonus, but workers decided to continue their strike over their other demands, Han Lirong, head of the firm’s official (state-controlled) union, was quoted as saying. Workers across China’s manufacturing sector, many of them migrants without job protection or rights to medical insurance and pensions, have suffered pay cuts this year as the global capitalist crisis has battered China. The government’s stimulus measures have helped save the rich, big companies and corrupt officialdom, but have not benefited factory workers and the poor.
“Now we have to go on strike as we have long been asking the company to accept our demands,” Mo said.

In addition to protesting over the threatened cut in bonuses, the Triumph workers are demanding the company raise wages to the minimum national standard and provide employees with normal levels of leave. Huang Xueyan, the company’s personnel manager, said the negotiation was hard as workers would not select representatives to talk with the management. This is not surprising! It just shows the difficulties facing workers during labour disputes in China, where genuine independent trade unions are outlawed. The Haikou workers have undoubtedly decided not to put forward individual representatives for fear of victimisation by the company or by the state – on grounds that their strike “undermines stability”.

Triumph International’s record

Triumph International, which has its global headquarters in Switzerland, had an annual turnover of 1.6 billion euros in 2003, with 38,691 employees in 120 countries. The company is no newcomer to accusations of labour abuses and union-busting. In June this year it closed down two factories in the Philippines and halved its Thai workforce as part of a global ‘restructuring’ plan. The moves were widely seen as a ploy to smash the unions at its operations in these countries. Earlier this year, the company’s wholly-owned subsidiary Body Fashion Thailand, dismissed union president Jitra Kotshadej for taking part in a national television debate wearing a t-shirt with the text ‘Thinking differently is not a crime’.

Workers from the Philippines and Thailand units of Triumph International, supported by Hong Kong trade unions and migrant groups, staged a protest in August 2009 outside the company’s offices in Kowloon Bay, Hong Kong. They were protesting about Triumph’s closure plan with the retrenchment of 1,663 workers in the Philippines, and the loss of almost 2,000 jobs in Thailand.

“When it comes to profit, Triumph International is so fast to extract wealth from us but when it comes to obligation and responsibility, they are now running away.” Isabelita dela Cruz, a spokeswoman and union representative from the Philippines. “We cannot wait for any longer because our families and children in the Philippines and in Thailand are suffering and live in miserable condition. Many of our children stop schooling and soon we will be ejected from our homes.”







Solidarity needed!

chinaworker.info is appealing for international support and solidarity for the women strikers in Haikou. They are pitted against a notoriously exploitative company and fighting courageously under a political regime that bans strikes and often resorts to severe repression. Solidarity action could include sending letters, faxes and emails of protest to the company (address below) or staging protests outside company offices or stores selling Triumph underwear.

chinaworker.info gives its permission for this article to be reproduced and used as an information leaflet in connection with solidarity action.

Triumph International global headquarters:
Promenadenstrasse 24
Bad Zurzach 5330
Switzerland
Phone: 49 89 51 11 80

Triumph International Asia headquarters:
32/F One Kowloon
1 Wang Yuen St Kowloon Bay
Kln Hong Kong
Business Tel (852) 2341 2211
Business Fax (852) 2793 5181


From : http://chinaworker.info/en/content/news/900/

กระทรวงแรงงานเตรียมขออำนาจศาลไล่อดีตคนงานไทรอัมพ์พ้นตึก

Wed, 2009-11-11 12:28

อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน อ้างจะขอพื้นที่ชุมนุมอดีตคนงานไทรอัมพ์ฯ มาจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ เตรียมขออำนาจศาลคุ้มครองชั่วคราว ด้านผู้ชุมนุมไม่ยอมย้าย ขอร่วมจัดนิทรรศการด้วย ครวญตกงาน ไม่มีค่าเช่าบ้าน จึงมาอาศัยที่ใต้ถุน วอนกระทรวงไม่ควรอ้างการจัดนิทรรศการเป็นเครื่องมือทำลายคนจน




บรรยากาศการชุมนุมของอดีตพนักงานไทรอัมพ์ ที่ใต้ถุนกระทรวงแรงงาน เมื่อ 9 พ.ย. ที่ผ่านมา

ตามที่อดีตคนงานบริษัทบอดี้ แฟชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตชุดชั้นในและชุดว่ายน้ำยี่ห้อไทรอัมพ์ ที่ถูกเลิกจ้าง มาปักหลักอยู่ที่ใต้ถุนอาคารกระทรวงแรงงานอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค. รวมเป็นเวลากว่า 28 วันแล้ว เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลรวมถึงกระทรวงแรงงานแก้ปัญหาการเลิกจ้าง
ล่าสุด เมื่อวานนี้ (10 พ.ย.) ASTVผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า กระทรวงแรงงานต้องการใช้พื้นที่จัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ แต่กลุ่มแรงงานยังยืนยันว่า จะปักหลักชุมนุมต่อที่บริเวณเดิม และจะตั้งเต็นท์ที่ด้านหน้าของกระทรวง เพราะเกรงว่า จะไม่ได้รับการช่วยเหลือแล้วเรื่องจะเงียบหายไป และอยากเป็นส่วนหนึ่งในการจัดนิทรรศการด้วย ขณะที่นางอัมพร นิติสิริ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ระบุว่า หากกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ร่วมมือตามหนังสือแจง และไม่เคลื่อนย้ายออกไปภายในวันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายนนี้ กระทรวงแรงงานจะขออำนาจคุ้มครองชั่วคราวจากศาลแพ่งต่อไป

หลังจากการให้ข่าวของอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังผู้ชุมนุม โดยน.ส.สวี สุดารักษ์ อดีตพนักงานไทรอัมพ์ฯ ที่ร่วมชุมนุม มองประเด็นที่อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานนำเอาการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติมาเป็นเครื่องมือในการขับไล่ผู้ชุมนุมว่า “ถ้าหากจะจัดนิทรรศการเราก็สนับสนุนในสิ่งที่กระทรวงทำ แต่การที่เรามาอยู่ที่นี่ปัญหาเรายังไม่ได้รับการแก้ไข ดังนั้นกระทรวงควรคิดว่าจะให้เราเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ในปีที่ผ่านมากระทรวงก็ไม่ได้ใช้พื้นที่มากนักในการจัดนิทรรศการ ดังนั้นจึงมีพื้นที่เหลือมากมายในการทำกิจกรรม แต่จะเป็นการดีเช่นกันที่กระทรวงจะแก้ปัญหาเราให้จบก่อนวันจัดนิทรรศการ เนื่องจากปัญหาเรายังไม่ได้รับการแก้ไข ยังไงเราก็ยังไม่กลับบ้านอยู่ดี กระทรวงจะผลักเราไปอยู่บนท้องถนนหรืออย่างไร

เมื่อถามถึงกรณีที่ ASTVผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า กลุ่มอดีตลูกจ้างไทรอัมพ์ ยึดใต้ถุนกระทรวงแรงงาน “ตั้งจักรรับเย็บเสื้อผ้า ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ” นั้น น.ส.สวีกล่าวว่า “ถ้าเรามีรายได้เป็นกอบเป็นกำจริงตามที่อธิบดีกล่าวนั้น พวกเราก็ไม่อยู่ใต้ถุนกระทรวงแล้ว แต่ก็จะดีและควรส่งเสริมถ้าหากผู้ชุมนุมจะมีรายได้ตามที่ท่านอธิบดีกล่าวจริง”

น.ส.สวี ยืนยันว่าการชุมนุมของสหภาพแรงงานไม่ได้สร้างความเดือดร้อนต่อผู้ที่มาติดต่อกระทรวง กลับเป็นสิ่งดีต่อกระทรวงเสียอีกที่คนต่างชาติที่มาติดต่อกระทรวงแล้วมาสอบถามปัญหา พวกเรายังได้ชื่นชมกระทรวงที่ให้ความช่วยเหลือ อย่างน้อยก็ให้ที่อยู่แก่คนที่ตกงานไม่มีค่าเช่าบ้านอยู่ใต้ถุนกระทรวงในขณะนี้ รวมถึงผู้เข้ามาใช้บริการกระทรวงแต่ไม่รู้จะติดต่อทางไหน เข้ามาปรึกษาพวกเรา ก็ยังได้มีโอกาสอาสาช่วยประสานให้เพื่อนผู้ใช้แรงงานในหลายกรณีด้วยซ้ำไป บางทีมีคนงานทั้งแรงงานจากต่างจังหวัด แรงงานข้ามชาติที่มาติดต่อที่กระทรวง แล้วกระทรวงไม่สามารถดำเนินการให้เสร็จภายใน 1 วัน พวกเราคนงานยังให้มุ้งและที่นอนเพื่อพักกับพวกเขา รอติดต่อกระทรวงในวันต่อไปเลย

“เราผลิตสินค้านี่ เราก็อยากให้คนภายนอกเข้าใจเรา ว่าเราถูกเลิกจ้างเราก็ทำทุกวิถีทางแล้ว แทนที่จะไปเดินขบวนตามถนน แต่เรากลับมาชุมนุมโดยสงบและสร้างสรรค์ใต้ถุนกระทรวงแรงงานแทน และกระทรวงแอบอ้างการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องมือในการทำลายคนจนที่เดือดร้อน” สวี กล่าวทิ้งท้าย

ด้านนายเทวฤทธิ์ มณีฉาย นักศึกษาสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ด้านการบริหารภาครัฐ ซึ่งมาศึกษาการชุมนุมของแรงงานกลุ่มนี้ มองการให้ข่าวของอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานว่า การบริหารภาครัฐนั้นเป้าหมายหลักก็เพื่อสร้างสวัสดิการสูงสุดให้แก่สังคม โดยเฉพาะกระทรวงแรงงานก็มีเป้าหมายหลักก็เพื่อสร้างความอยู่ดีมีสุข คุณภาพชีวิตที่ดีแก่แรงงาน เพราะชื่อกรมของอธิบดีที่มาให้ข่าวว่าจะไล่คนงานที่เดือดร้อนให้ออกไปนั้น มันก็บอกตรงๆ ตัวแล้วว่า สวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

ส่วนในฐานะอธิบดีหรือผู้บริหารนั้น มีหน้าที่จัดการเพื่อในบรรลุตามเป้าหมายหรือพันธกิจขององค์กรนั้นๆ ด้วยเหตุนี้การพยายามไล่แรงงานที่เดือดร้อนที่มาขอพึ่งพิงองค์กรที่มีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองพวกเขาออกไปจากความรับผิดชอบตามพันธกิจ โดยการอ้างการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติมาเป็นข้ออ้างนั้น อาจจะส่งผลกระทบต่อพระเกียรติด้วยหรือไม่ ทั้งๆ ที่ผู้ชุมนุมอยากมีส่วนร่วมและเป็นส่วนหนึ่งของการจัดนิทรรศการนี้ อีกทั้งในฐานะที่อธิบดีกรม ถ้าเป็นผู้บริหารที่ดี ย่อมต้องมีความสามารถจัดการทรัพยากร โดยเฉพาะพื้นที่ว่างของกระทรวงที่มีความเหมาะสมในการจัดอีกมากมาย รวมถึงโดยปกติพื้นที่ที่แรงงานมาชุมนุมก็มีการใช้จัดตลาดนัดอยู่แล้ว” เทวฤทธิ์ กล่าว

นายเทวฤทธิ์กล่าวทิ้งท้ายว่า “กังวลใจว่าการกระทำดังกล่าวของท่านอธิบดีจะเป็นที่ครหาได้ว่า หากไม่เกิดจากอคติ ก็สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการทรัพยากรของกระทรวง ทั้งๆ ที่มีที่ว่างที่เป็นจุดเด่นเหมาะสมในการจัดอีกมากมาย รวมถึงผู้ชุมนุมต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการจัดนิทรรศการครั้งนี้ด้วย กระทรวงกลับไม่แสดงความสามารถและความสร้างสรรค์ในการบริหารดังกล่าว แต่ถ้าหากไม่เกิดจากกรณีข้างต้น ผมเกรงว่ากระทรวงก็ไม่อาจแก้ตัวได้ว่ากระทรวงต้องการเอาการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติมาเป็นเครื่องมือในการขับไล่แรงงานที่ประสบปัญหา และอาจส่งผลกระทบต่อพระเกียรติด้วยหรือไม่ ทั้งๆ ที่เขาชุมนุมกันอย่างสงบ สันติและสร้างสรรค์ หรือว่ากระทรวงจะปัดความรับผิดชอบตามพันธกิจ แล้วผลักให้เขาเหล่านี้ไปชุมนุมตามท้องถนนเหมือนเดิม โดยไม่สนใจผลกระทบต่อพระเกียรติเลยหรืออย่างไร”


ที่มา http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26546

ความคืบหน้าคดีไทรอัมพ์เลิกจ้างไม่เป็นธรรม ศาลแรงงานนัดสืบ 1-3 ธ.ค.

Thu, 2009-11-05 21:40

(5 พ.ย.) ประชาสัมพันธ์ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน แจ้งว่า กระทรวงแรงงาน แถลงความคืบหน้าการดำเนินการแก้ไขปัญหาแรงงาน บริษัท บอดี้ แฟชั่น (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อยุติปัญหาการชุมนุมที่เกิดขึ้น โดยนางอัมพร นิติสิริ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวว่า จากกรณีบริษัท บอดี้ แฟชั่น (ประเทศไทย) จำกัด เลิกจ้างลูกจ้างจำนวน 1,959 คน ตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน โดยให้มีผลในวันที่ 26 สิงหาคม 2552 และลูกจ้างประมาณ 200 คน ได้ไปใช้สิทธิฟ้องคดีที่ศาลแรงงานกลาง (จังหวัดสมุทรปราการ) กรณีนายจ้างเลิกจ้างไม่เป็นธรรมนั้น

ล่าสุด เมื่อเวลา 09.00น. วันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา ศาลแรงงานกลาง (สมุทรปราการ) ได้นัดคู่กรณีทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง เพื่อไต่สวนมูลฟ้องและกำหนดประเด็นในการพิจารณา 3 ประเด็น คือ นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษหรือไม่ อย่างไร การเลิกจ้างเป็นธรรมหรือไม่ อย่างไร และลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าเสียหายหรือไม่ อย่างไร ซึ่งในวันเดียวกัน เวลา 13.00 น. ผู้พิพากษาผู้รับผิดชอบคดีได้ออกไปสืบข้อเท็จจริงตามคำฟ้องเกี่ยวกับรายละเอียดการนำเครื่องจักรมาใช้แทนการจ้างงานลูกจ้าง ณ บริษัท บอดี้ แฟชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ทั้งนี้ ศาลแรงงานกลาง (สมุทรปราการ) ได้นัดสืบพยานจำเลยเป็นเวลา 3 วัน คือวันที่ 1, 2 และ 3ธั นวาคมนี้ ทั้งในช่วงเวลาเช้าและบ่าย

ที่มา http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26479

ศาลนัดฟังคำตัดสินให้เลิกจ้าง16 กรรมการลูกจ้างไทรอัมพ์หรือไม่ 26 พ.ย.นี้

ศาลนัดฟังคำตัดสินให้เลิกจ้าง16 กรรมการลูกจ้างไทรอัมพ์หรือไม่ 26 พ.ย.นี้
Fri, 2009-10-23 18:24

นางสาวจิตรา คชเดช ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อวันที่ 21-22 ต.ค. ที่ผ่านมา ศาลแรงงานกลาง จ.สมุทรปราการได้เรียกไต่สวนคดีที่บริษัทบอดี้ แฟชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าในเครื่องหมายการค้าไทรอัมพ์ ขออำนาจศาลเลิกจ้างกรรมการลูกจ้าง 16 คน โดยศาลเรียกสอบพยานฝ่ายนายจ้างทั้งสิ้น 3 ปากและพยานฝ่ายลูกจ้าง 2 ปาก โดยเธอตั้งข้อสังเกตว่า เป็นครั้งแรกที่นายจ้างเปิดเผยเหตุผลในการเลิกจ้าง โดยระบุว่า การเลิกจ้างเป็นไปเพื่อปรับโครงสร้างของบริษัท โดยพิจารณาว่าพนักงานมีทัศนคติที่ดีต่อบริษัทหรือไม่ด้วย

อนึ่ง ศาลแรงงานกลาง จ.สมุทรปราการได้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 26 พ.ย.นี้ เวลา 9.00น.

ทั้งนี้ พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ระบุว่า การจะเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างได้นั้น นายจ้างจะต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานก่อน


ที่มา http://www.prachatai.com/journal/2009/10/26313

ศาลยกคำร้องขอเพิกถอนหมายจับแรงงานไทรอัมพ์ กรณีชุมนุมร้อง รบ.แก้ปัญหาเลิกจ้าง

Thu, 2009-10-22 18:58


เมื่อวันที่ 20 ต.ค.52 เวลา 10.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทนายความจากเครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนเพื่อเพิกถอนหมายจับแรงงานสหภาพไทรอัมพ์ฯ 2 คน กรณีชุมนุมเมื่ออวันที่ 27 ส.ค.52 เพื่อทวงถามการแก้ปัญหาเลิกจ้างจากรัฐบาล ซึ่งทีมทนายความและผู้ต้องหา รอฟังคำสั่งถึง 14.00 น. จากนั้นศาลมีคำสั่งว่าไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนหมายจับ จึงยกคำร้องของผู้ต้องหาทั้งสอง
ทนายความจากเครือข่ายนักกฎหมายสิทธิฯ กล่าวว่า ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำสั่งดังกล่าว เนื่องจากตามกฎหมายแล้วกำหนดให้ศาลต้องทำการไต่สวนเมื่อผู้ที่เกี่ยวข้องร้องขอ แต่ครั้งนี้ศาลไมได้ไต่สวน กลับออกคำสั่งว่า ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนหมายจับ


ทนายความเห็นว่า การที่ศาลไม่ไต่สวนแต่กลับมีคำสั่งเลย ไม่ชอบด้วยกฎหมายคือ ข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือหมายอาญา พ.ศ. 2548 และตามรัฐธรรมนูญต้องให้สิทธิผู้ต้องหา หรือจำเลยได้ต่อสู้อย่างเต็มที่ ได้แสดงพยานหลักฐาน ศาลควรรับฟังพยานหลักฐานอย่างครบถ้วน อย่างไรก็ตาม ทีมทนายระบุจะยื่นอุทธรร์ต่อศาลอุทธรณ์ต่อไป


ทั้งนี้ ข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือหมายอาญา พ.ศ. 2548 ข้อ 24 ระบุว่า “เมื่อมีเหตุที่จะเพิกถอนหมายจับหรือหมายค้น ให้เจ้าพนักงานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง รายงานหรือแจ้งให้ศาลที่ออกหมายทราบโดยเร็ว ในกรณีเช่นนี้ให้ผู้พิพากษาไต่สวนและมีคำสั่งเป็นการด่วน เมื่อผู้พิพากษา มีคำสั่งให้เพิกถอนหมายจับหรือหมายค้นแล้ว ให้ผู้พิพากษาแจ้งให้เจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องทราบ ทั้งนี้ บุคคลที่เกี่ยวข้องอาจร้องขอให้ผู้พิพากษาออกหลักฐานการเพิกถอนหมายจับหรือหมายค้นนั้นให้ก็ได้"


เรื่องที่เกี่ยวข้อง:
ตร.ออกหมายจับ 3 แกนนำคนงานไทรอัมพ์ฯ ฐานชุมนุมปิดถนนหน้าทำเนียบฯ ก่อความวุ่นวาย ทำปชช.เดือดร้อน
นักข่าวพลเมือง: อภิสิทธิ์เมินคนงานไทรอัมพ์-เอนี่ออน-เวิล์ลเวลล์ฯ ชุมนุมทวงสัญญา ตำรวจประเดิมใช้เครื่องเสียงความถี่สูงไล่

ที่มา http://www.prachatai.com/journal/2009/10/26300

คนงานไทรอัมพ์ปักหลักใต้ถุน ก.แรงงาน หวังพบ รมต.ช่วยแก้ปัญหาเลิกจ้าง

Wed, 2009-10-14 05:07

คนงานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ ยื่นหนังสือ นายกฯขรมว.แรงงาน เรียกร้องให้พูดคุยกับบริษัทให้รับผิดชอบคนงาน หวังรัฐบาลไทย กดดันบริษัทได้เช่นเดียวกับรัฐบาลฟิลิปปินส์ที่กดดันจนบริษัทยอมจ่ายเงินชดเชยให้คนงานไทรอัมพ์ฯ ฟิลิปปินส์มากกว่าค่าชดเชยตามที่กฎหมายกำหนด

เมื่อวันที่ 13 ต.ค. เวลาประมาณ 10.00น. คนงานจากสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทยเดินทางยื่นหนังสือที่พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อขอให้แก้ปัญหาการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จากนั้น ได้เดินทางไปยังกระทรวงแรงงาน โดยเกิดเหตุชุลมุนเล็กน้อย เนื่องจากคนงานพยายามจะเข้าไปในกระทรวง แต่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของกระทรวงได้ปิดทางเข้าออกทุกด้าน ทำให้คนงานบางส่วนซึ่งเข้าไปไม่ทัน พยายามปีนรั้วและมุดลอดใต้ประตู เพื่อเข้าไปในกระทรวง อย่างไรก็ตาม สุดท้าย เวลาประมาณ 17.00 น. เจ้าหน้าที่ได้เปิดให้เข้าไปได้ทั้งหมด

จิตรา คชเดช ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ในช่วงเช้า สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ ได้ไปที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เพื่อยื่นหนังสือต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค ปชป. เนื่องจากหวังว่า ปชป. ที่เป็นพรรครัฐบาล มีทั้งนายกฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและอีกหลายเจ้ากระทรวง จะช่วยแก้ปัญหาของพวกเธอได้ อย่างไรก็ตาม ปรากฎว่า นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้รับหนังสือแทน เนื่องจากนายอภิสิทธิ์ไม่อยู่ที่พรรค จากนั้นในช่วงบ่าย ได้เดินทางไปกระทรวงแรงงาน หวังเข้าพบนายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ซึ่งปรากฎว่า ก็ไม่อยู่ จึงยื่นหนังสือต่อนายอาทิตย์ อิสโม รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

จิตรา กล่าวว่า ข้อเรียกร้องต่อทั้งพรรคประชาธิปัตย์และกระทรวงแรงงาน คือ หนึ่ง ขอให้ประสานงานไปยังผู้มีอำนาจในบริษัทเพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับปัญหาการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม เพื่อให้เกิดความโปร่งใสตามหลักจรรยาบรรณการค้าของบริษัท เกณฑ์ขององค์กรความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) และมาตรฐานแรงงานไทย สอง ให้บริษัทปฎิบัติตามข้อตกลงสภาพการจ้างที่เคยทำไว้กับสหภาพแรงงานฯ เมื่อ 6 ส.ค. 2542 สาม หากบริษัทจะมีการจ้างเหมาค่าแรง (ซับคอนแทรกท์) หรือจะขยายโรงงานจะต้องรับพนักงานที่ถูกเลิกจ้างกลับเข้าทำงานก่อน สี่ ต้องจ่ายค่าชดเชยเท่ากับที่คนงานไทรอัมพ์ของฟิลิปปินส์ได้

ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ กล่าวเสริมว่า ที่ผ่านมา ได้เจรจาแต่กับตัวแทนของบริษัท ยังไม่เคยได้เจรจากับเจ้าของตัวจริงมาก่อน ในฐานะที่รัฐบาลนี้มีส่วนช่วยเหลือไทรอัมพ์เยอะมาก ไม่ว่าจะในส่วนของบีโอไอ หรือมาตรฐานแรงงานไทย ก็น่าจะพูดคุยกับบริษัทให้รับผิดชอบคนงานได้ เช่นเดียวกับรัฐบาลฟิลิปปินส์ ที่กดดันจนบริษัทยอมจ่ายเงินชดเชยให้คนงานไทรอัมพ์ที่นั่นมากกว่าค่าชดเชยตามที่กฎหมายกำหนด

จิตรา ยืนยันว่า แม้ว่าทางกระทรวงจะแจ้งว่า รมว.แรงงานจะไม่เข้ามาที่กระทรวงในวันพรุ่งนี้ เนื่องจาก รมว.แรงงาน จะไปที่ทำเนียบ แต่คนงานก็คุยกันแล้วว่าจะปักหลักรออยู่ที่ใต้ถุนกระทรวงแรงงาน

ที่มา http://www.prachatai.com/journal/2009/10/26196

คนงานไทรอัมพ์ปักหลักใต้ถุน ก.แรงงาน หวังพบ รมต.ช่วยแก้ปัญหาเลิกจ้าง

Wed, 2009-10-14 05:07

คนงานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ ยื่นหนังสือ นายกฯขรมว.แรงงาน เรียกร้องให้พูดคุยกับบริษัทให้รับผิดชอบคนงาน หวังรัฐบาลไทย กดดันบริษัทได้เช่นเดียวกับรัฐบาลฟิลิปปินส์ที่กดดันจนบริษัทยอมจ่ายเงินชดเชยให้คนงานไทรอัมพ์ฯ ฟิลิปปินส์มากกว่าค่าชดเชยตามที่กฎหมายกำหนด

เมื่อวันที่ 13 ต.ค. เวลาประมาณ 10.00น. คนงานจากสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทยเดินทางยื่นหนังสือที่พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อขอให้แก้ปัญหาการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จากนั้น ได้เดินทางไปยังกระทรวงแรงงาน โดยเกิดเหตุชุลมุนเล็กน้อย เนื่องจากคนงานพยายามจะเข้าไปในกระทรวง แต่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของกระทรวงได้ปิดทางเข้าออกทุกด้าน ทำให้คนงานบางส่วนซึ่งเข้าไปไม่ทัน พยายามปีนรั้วและมุดลอดใต้ประตู เพื่อเข้าไปในกระทรวง อย่างไรก็ตาม สุดท้าย เวลาประมาณ 17.00 น. เจ้าหน้าที่ได้เปิดให้เข้าไปได้ทั้งหมด

จิตรา คชเดช ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ในช่วงเช้า สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ ได้ไปที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เพื่อยื่นหนังสือต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค ปชป. เนื่องจากหวังว่า ปชป. ที่เป็นพรรครัฐบาล มีทั้งนายกฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและอีกหลายเจ้ากระทรวง จะช่วยแก้ปัญหาของพวกเธอได้ อย่างไรก็ตาม ปรากฎว่า นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้รับหนังสือแทน เนื่องจากนายอภิสิทธิ์ไม่อยู่ที่พรรค จากนั้นในช่วงบ่าย ได้เดินทางไปกระทรวงแรงงาน หวังเข้าพบนายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ซึ่งปรากฎว่า ก็ไม่อยู่ จึงยื่นหนังสือต่อนายอาทิตย์ อิสโม รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

จิตรา กล่าวว่า ข้อเรียกร้องต่อทั้งพรรคประชาธิปัตย์และกระทรวงแรงงาน คือ หนึ่ง ขอให้ประสานงานไปยังผู้มีอำนาจในบริษัทเพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับปัญหาการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม เพื่อให้เกิดความโปร่งใสตามหลักจรรยาบรรณการค้าของบริษัท เกณฑ์ขององค์กรความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) และมาตรฐานแรงงานไทย สอง ให้บริษัทปฎิบัติตามข้อตกลงสภาพการจ้างที่เคยทำไว้กับสหภาพแรงงานฯ เมื่อ 6 ส.ค. 2542 สาม หากบริษัทจะมีการจ้างเหมาค่าแรง (ซับคอนแทรกท์) หรือจะขยายโรงงานจะต้องรับพนักงานที่ถูกเลิกจ้างกลับเข้าทำงานก่อน สี่ ต้องจ่ายค่าชดเชยเท่ากับที่คนงานไทรอัมพ์ของฟิลิปปินส์ได้

ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ กล่าวเสริมว่า ที่ผ่านมา ได้เจรจาแต่กับตัวแทนของบริษัท ยังไม่เคยได้เจรจากับเจ้าของตัวจริงมาก่อน ในฐานะที่รัฐบาลนี้มีส่วนช่วยเหลือไทรอัมพ์เยอะมาก ไม่ว่าจะในส่วนของบีโอไอ หรือมาตรฐานแรงงานไทย ก็น่าจะพูดคุยกับบริษัทให้รับผิดชอบคนงานได้ เช่นเดียวกับรัฐบาลฟิลิปปินส์ ที่กดดันจนบริษัทยอมจ่ายเงินชดเชยให้คนงานไทรอัมพ์ที่นั่นมากกว่าค่าชดเชยตามที่กฎหมายกำหนด

จิตรา ยืนยันว่า แม้ว่าทางกระทรวงจะแจ้งว่า รมว.แรงงานจะไม่เข้ามาที่กระทรวงในวันพรุ่งนี้ เนื่องจาก รมว.แรงงาน จะไปที่ทำเนียบ แต่คนงานก็คุยกันแล้วว่าจะปักหลักรออยู่ที่ใต้ถุนกระทรวงแรงงาน

ที่มา http://www.prachatai.com/journal/2009/10/26196

คนงานไทรอัมพ์ปักหลักใต้ถุน ก.แรงงาน หวังพบ รมต.ช่วยแก้ปัญหาเลิกจ้าง

Wed, 2009-10-14 05:07

คนงานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ ยื่นหนังสือ นายกฯขรมว.แรงงาน เรียกร้องให้พูดคุยกับบริษัทให้รับผิดชอบคนงาน หวังรัฐบาลไทย กดดันบริษัทได้เช่นเดียวกับรัฐบาลฟิลิปปินส์ที่กดดันจนบริษัทยอมจ่ายเงินชดเชยให้คนงานไทรอัมพ์ฯ ฟิลิปปินส์มากกว่าค่าชดเชยตามที่กฎหมายกำหนด

เมื่อวันที่ 13 ต.ค. เวลาประมาณ 10.00น. คนงานจากสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทยเดินทางยื่นหนังสือที่พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อขอให้แก้ปัญหาการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จากนั้น ได้เดินทางไปยังกระทรวงแรงงาน โดยเกิดเหตุชุลมุนเล็กน้อย เนื่องจากคนงานพยายามจะเข้าไปในกระทรวง แต่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของกระทรวงได้ปิดทางเข้าออกทุกด้าน ทำให้คนงานบางส่วนซึ่งเข้าไปไม่ทัน พยายามปีนรั้วและมุดลอดใต้ประตู เพื่อเข้าไปในกระทรวง อย่างไรก็ตาม สุดท้าย เวลาประมาณ 17.00 น. เจ้าหน้าที่ได้เปิดให้เข้าไปได้ทั้งหมด

จิตรา คชเดช ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ในช่วงเช้า สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ ได้ไปที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เพื่อยื่นหนังสือต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค ปชป. เนื่องจากหวังว่า ปชป. ที่เป็นพรรครัฐบาล มีทั้งนายกฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและอีกหลายเจ้ากระทรวง จะช่วยแก้ปัญหาของพวกเธอได้ อย่างไรก็ตาม ปรากฎว่า นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้รับหนังสือแทน เนื่องจากนายอภิสิทธิ์ไม่อยู่ที่พรรค จากนั้นในช่วงบ่าย ได้เดินทางไปกระทรวงแรงงาน หวังเข้าพบนายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ซึ่งปรากฎว่า ก็ไม่อยู่ จึงยื่นหนังสือต่อนายอาทิตย์ อิสโม รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

จิตรา กล่าวว่า ข้อเรียกร้องต่อทั้งพรรคประชาธิปัตย์และกระทรวงแรงงาน คือ หนึ่ง ขอให้ประสานงานไปยังผู้มีอำนาจในบริษัทเพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับปัญหาการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม เพื่อให้เกิดความโปร่งใสตามหลักจรรยาบรรณการค้าของบริษัท เกณฑ์ขององค์กรความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) และมาตรฐานแรงงานไทย สอง ให้บริษัทปฎิบัติตามข้อตกลงสภาพการจ้างที่เคยทำไว้กับสหภาพแรงงานฯ เมื่อ 6 ส.ค. 2542 สาม หากบริษัทจะมีการจ้างเหมาค่าแรง (ซับคอนแทรกท์) หรือจะขยายโรงงานจะต้องรับพนักงานที่ถูกเลิกจ้างกลับเข้าทำงานก่อน สี่ ต้องจ่ายค่าชดเชยเท่ากับที่คนงานไทรอัมพ์ของฟิลิปปินส์ได้

ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ กล่าวเสริมว่า ที่ผ่านมา ได้เจรจาแต่กับตัวแทนของบริษัท ยังไม่เคยได้เจรจากับเจ้าของตัวจริงมาก่อน ในฐานะที่รัฐบาลนี้มีส่วนช่วยเหลือไทรอัมพ์เยอะมาก ไม่ว่าจะในส่วนของบีโอไอ หรือมาตรฐานแรงงานไทย ก็น่าจะพูดคุยกับบริษัทให้รับผิดชอบคนงานได้ เช่นเดียวกับรัฐบาลฟิลิปปินส์ ที่กดดันจนบริษัทยอมจ่ายเงินชดเชยให้คนงานไทรอัมพ์ที่นั่นมากกว่าค่าชดเชยตามที่กฎหมายกำหนด

จิตรา ยืนยันว่า แม้ว่าทางกระทรวงจะแจ้งว่า รมว.แรงงานจะไม่เข้ามาที่กระทรวงในวันพรุ่งนี้ เนื่องจาก รมว.แรงงาน จะไปที่ทำเนียบ แต่คนงานก็คุยกันแล้วว่าจะปักหลักรออยู่ที่ใต้ถุนกระทรวงแรงงาน

ที่มา http://www.prachatai.com/journal/2009/10/26196

คนงานเจรจา รมว.แรงงาน ผลยังไม่คืบ เผยไทรอัมพ์ฯ อาจปลดคนงานเพิ่มอีก 2,500 คน

Mon, 2009-09-14 19:38

เทวฤทธิ์ มณีฉาย รายงาน


คนงานสหภาพฯไทรอัมพ์ สหภาพอิเล็กทรอนิกส์และแม็คคานิคส์ในเครือ และคนงานบริษัท เวิลด์เวลล์การ์เม้นท์ เข้าเจรจา รมว.แรงงาน ไพฑูรย์ แก้วทองเผย อาจมีการปลดคนงานไทรอัมพ์ฯเพิ่มอีก 2,500 คน ด้านขบวนการแรงงานนัดร่วมเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้อง “สิทธิศักดิ์ศรีชนชั้นกรรมาชีพ” พรุ่งนี้ 10 โมงเช้า ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า

วันที่ 10 ก.ย.52 เวลาประมาณ 12.00น. ตัวแทนสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย กว่า 300 คน ได้ชุมนุมกันบริเวณชั้นล่าง อาคารกระทรวงแรงงาน เพื่อรอฟังผลการเจรจากับ นายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน พร้อมกับนายจ้าง






การชุมนุมบริเวณชั้นล่าง อาคารกระทรวงแรงงาน

ทั้งนี้ในวันดังกล่าว มีตัวแทนสหภาพแรงงานอิเล็กทรอนิกส์และแม็คคานิคส์ในเครือ ซึ่งเป็นคนงานบริษัทเอนี่ออน อิเล็กทรอนิกส์ (ไทยแลนด์) จำกัด และคนงานบริษัท เวิลด์เวลล์การ์เม้นท์ได้มาเจรจากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานด้วยเช่นกัน โดยเวลา 14.40 น.ตัวแทนจากทั้ง 3 องค์กรได้ขึ้นไปพูดคุยกับรัฐมนตรีฯ โดยระหว่างรอตัวแทนขึ้นไปเจรจานั้นกลุ่มผู้ชุมนุมด้านล่างได้มีกิจกรรมระหว่างรอ เช่น การร้องเพลงแรงงาน การอภิปรายปัญหา เป็นต้น





กิจกรรมระหว่างรอตัวแทนเจรจา

จากนั้นเวลาประมาณ 16.30 น.ผู้สื่อข่าวจึงได้รับรายงานจากตัวแทนที่ขึ้นไปเจรจาว่า นายจ้างไทรอัมพ์ฯ เพิ่งเดินทางมา

หลังจากนั้นเวลา 18.00 น. ตัวแทนสหภาพแรงงานอิเล็กทรอนิกส์และแม็คคานิคส์ในเครือและ คนงานบริษัท เวิลด์เวลล์การ์เม้นท์ได้ลงมาจากการเจรจา โดยตัวแทนคนงานเวิลด์เวลล์การ์เม้นท์เปิดเผยว่า อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานบอกว่าจะรีบดำเนินคดีอาญากับนายจ้าง จากการไม่จ่ายค่าจ้างและค่าชดเชย พร้อมทั้งจะเร่งให้นายจ้างมาเจรจากับตัวแทนคนงาน ทั้งนี้ ตัวแทนคนงานเวิลด์เวลล์ยังได้เปิดเผยว่า ตำรวจข้างบนเยอะมากทั้งในและนอกเครื่องแบบ และมีการพูดกันว่าคนไหนจิตรา คนไหนบุญรอด ใส่เสื้อสีอะไร เป็นต้น ซึ่งอาจมีการจับกุมหรือส่งผลกดดันฝ่ายสหภาพแรงงานฯ ในการเจรจา
ส่วนตัวแทนสหภาพแรงงานอิเล็กทรอนิกส์และแม็คคานิคส์ในเครือซึ่งได้มีการพูดคุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและตัวแทนจากบริษัท ซัมซุง ได้เปิดเผยว่า “ตัวแทนจาก (บริษัท) ซัมซุงมารับหลักการในเรื่องจะเปิดการผลิตใหม่เท่านั้น ส่วนรายละเอียดต้องคุยกันอีกที ในส่วนค่าชดเชยนั้นก็จะไล่บี้กับนายจ้างเอนี่ออนอีกครั้งหนึ่ง”

และเวลาประมาณ 18.30 น. ตัวแทนสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ ได้ลงมาจากการเจรจาที่อยู่ชั้น 6 ของสำนักงาน พร้อมทำการชี้แจงกับผู้ชุมนุมที่รออยู่ด้านล่าง ถึงข้อเรียกร้องต่อรัฐมนตรี ซึ่งประกอบด้วย

1.ให้บริษัทฯ ยกเลิกประกาศการเลิกจ้างคนงานทั้งหมดและให้รับคนงานกลับเข้าทำงานตามปกติและให้ปฎิบัติตามกฏหมายพรบ.แรงงานสัมพันธ์ปี 2518
2.ให้บริษัทฯ เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการปรับโครงสร้าง รวมถึงการปรึกษาหารือกับสหภาพแรงงาน และมีส่วนร่วมกับการปรับโครงสร้างทั้งหมด
3.ให้บริษัทฯ และรัฐบาลจ่ายสวัสดิการและค่าจ้างให้กับคนงานที่ถูกเลิกจ้างจนกว่าข้อพิพาทกับบริษัทฯ จะยุติการแก้ปัญหาต้องได้รับการปรึกษาหารืออย่างเป็นทางการกับสหภาพแรงงานฯ
4.รัฐบาลต้องสร้างความมั่นใจให้กับคนงานที่ทำงานในโรงงานว่าบริษัทฯ จะไม่มีการเลิกจ้างอีกและไม่ใช้มาตรา 75 ตาม พรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กับคนงาน
5.รัฐบาลต้องหยุดนโยบายเสรีนิยมใหม่ เช่นนโยบายการจ้างงานเหมาค่าแรง การจ้างงานชั่วคราว การจ้างงานค่าจ้างราคาถูก การจ้างงานซับคอนแทค หยุดเขตการค้าเสรีที่มีกฎระเบียบห้ามตั้งสหภาพแรงงานและยกเลิกสิทธิการนัดหยุดงาน รวมถึงการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การแปรบริการสาธารณะของรัฐให้เป็นของเอกชน การนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบเป็นต้น
6.รัฐบาลต้องสนับสนุนให้มีสหภาพแรงงานในโรงงานที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI และโรงงานที่ได้รับมาตรฐานแรงงานไทยและต้องยุติการสนับสนุนเรื่องไม่เก็บภาษีต่อบริษัทฯและหันมายกเลิกภาษีมูลค่าเพิ่มกับประชาชน
7.รัฐบาลต้องหามาตรการช่วยเหลือคนงานที่เป็นหนี้นอกระบบและในระบบและคนงานถูกอายัดค่าจ้างค่าชดเชยค่าล่วงเวลาจากกองบังคับคดี
8.รัฐบาลต้องมีนโยบายช่วยเหลือคนงานที่ถูกเลิกจ้างที่ทำให้สามารถดำรงชีพอยู่ในสังคมอย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
9.ขอให้ท่านรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน ดำเนินการช่วยเหลือให้มีการยกเลิกหมายจับ เพราะถือเป็นการชุมนุมโดยสันติปราศจากอาวุธซึ่งได้รับการรองรับตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทยและการออกหมายจับผู้นำสหภาพ โดย พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ถือว่า เป็นการละเมิดสิทธิทางพลเมืองและทางการเมือง รวมถึงสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม
10.ขอให้ท่านรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน ดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของคนงาน นำโดย พล.ต.ต วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 โดยทางตำรวจได้เปิดเครื่องขยายเสียงที่มีเสียงดังมาก ได้รับผลกระทบต่อคนงานผู้หญิง คนงานพิการ และอายุมากที่ได้นั่งฟังปราศรัยหน้าทำเนียบรัฐบาล ขณะที่ตัวแทนของสหภาพมาขอความช่วยเหลือจากนายกรัฐมนตรี โดยไม่ได้มีการแจ้งให้แก่ผู้ชุมนุมทราบล่วงหน้าถึงการดำเนินการและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อผู้ชุมนุม
11.ขอให้ท่านรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน เข้ามาตรวจสอบกรณีเลิกจ้างเพื่อเป้าหมายการทำลายสหภาพแรงงาน ถือเป็นการเลิกจ้างละเมิดสิทธิมนุษยชน หาแหล่งค่าจ้างราคาถูกและขยายโรงงานใหม่โดยได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ไม่ปฎิบัติตามกฎหมายพรบ.แรงงานสัมพันธ์ ปี 18 (ข้อตกลงสภาพการจ้างระหว่างบริษัทบอดี้แฟชั่น (ประเทศไทย) จำกัดกับสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั้นแนลแห่งประเทศไทย)

ซึ่งทางรัฐมนตรีรับเจรจาเพียง 3 ประเด็น คือ
1.ให้บริษัทเปิดเผยข้อมูลในเรื่องของการปรับโครงสร้างในครั้งนี้กับสหภาพแรงงานฯ เป็นลายลักษณ์อักษร
2.ถ้ามีคำสั่งซื้อกลับมาให้รับพวกเรากลับเข้าทำงานเป็นอันดับแรก
3.ถ้าเลิกจ้างต้องเปิดให้มีการสมัครใจ และจ่ายค่าชดเชยตามกฏหมายกำหนด คือ พรบ.แรงงานสัมพันธ์ ปี 18 พร้อมกับตามข้อตกลงระหว่างสหภาพแรงงานฯ กับบริษัทที่เคยตกลงสภาพการจ้างไว้ ซึ่งปัจจุบันข้อเสนอของบริษัทนั้นไม่ได้จ่ายตามกฏหมายดังกล่าว

โดยในข้อ 1 ผู้ชี้แจงกล่าวว่าบริษัทเปิดเผยได้แต่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ส่วนข้อ 2 นั้นบริษัทตกลงจะรับเราเข้าเป็นอันดับแรก ส่วนข้อ 3 นั้นรัฐมนตรีรับจะไปคุยกับนายจ้างอีกที ส่วนเรื่องหมายจับนั้นรับปากว่าไม่มีแน่นอน ถึงข้างนอกก็ไม่มีการจับ ถ้ามีการจับกุมจะไปประกันตัวให้ ซึ่งผู้ชี้แจงก็ได้ขอแสดงความเชื่อมั่นในสัญญาของรัฐมนตรีไว้ต่อที่ชุมนุมด้วย

ในขณะที่ผู้บริหารคือ นาย เคนเนต หลุย มาร์แชล นั้น ผู้ชี้แจงได้แจ้งต่อผู้ชุมนุมว่า “เขาไม่ขอคุยผ่านโต๊ะเจรจาหรือต่อหน้าสื่อ แต่จะขอคุยเป็นการส่วนตัว แล้วให้เรา (สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ) เสนอสิ่งที่เราต้องการ ซึ่งเราไม่ต้องการถูกเลิกจ้าง บริษัทต้องการเลิกจ้างพวกเรา ก็ต้องเสนอมา อย่างฟิลิปปินส์ทางบริษัทก็เสนอให้ได้เลย (โดยจากการสอบถามเพิ่มเติม กรณีเลิกจ้างที่ฟิลิปปินส์นั้น ทางบริษัทเสนอให้นอกจากกฏหมายกำหนดแล้ว ยังได้บวกค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้าง 35 วัน ต่ออายุงาน 1 ปี จักร 1 ตัว พร้อมเงินส่วนเพิ่มอื่นๆนอกจากกฏหมายกำหนด) ซึ่งทางสหภาพแรงงานก็ได้ย้ำว่าบริษัทไม่ได้ขาดทุน ต้องมีข้อเสนอที่ดีกว่านี้ให้กับเรา ท่านรัฐมนตรีก็รับปากว่าจะไปคุยกับนายจ้าง และจะติดต่อประสานงานมาถ้าจะมีการเจรจาอีก”

จากนั้นเกิดลมแรงและฝนตกหนักผู้ชุมนุม จึงได้ร่วมกันร้องเพลง ยิ้มกลางสายฝน ก่อนที่จะแยกย้ายกันช่วงที่ปริมาณฝนลดลงกลับมาที่ชุมนุมหน้าโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมบางพลีเมืองใหม่ ซอย 7

ข่าวสดรายงานสัมภาษณ์ รมต.แรงงาน ไทรอัมพ์อาจปลดพนักงานเพิ่มอีก 2,500 คน
นอกจากนี้หนังสือพิมพ์ข่าวสดฉบับ วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ.2552 ได้รายงานคำสัมภาษณ์ของ นางสาวบุญรอด สายวงศ์ เลขาธิการสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ และ นายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ดังนี้

น.ส.บุญรอด กล่าวว่า ขอยืนยันว่าพนักงานกว่า 1,000 คน จะขอกลับเข้าไปทำงานที่บริษัทตามเดิม แต่หากบริษัทมีการย้ายฐานผลิตไปที่ จ.นครสวรรค์ ก็ควรให้แรงงานลาออกด้วยความสมัครใจ ส่วนคนที่ต้องการกลับเข้าไปทำงานก็ควรได้รับสิทธิตามเดิม ในวันนี้ (10 ก.ย.) นายไพฑูรย์จะนัดเจรจากับนายจ้าง ว่าจะดำเนินการตามข้อเสนอได้หรือไม่ ตลอดเวลาการต่อสู้มีแรงงานหลายคนเครียดจากการเลิกจ้าง ล่าสุดมีคนงานป่วยเป็นโรคมะเร็งหลอดลมในระยะสุดท้ายจนต้องเสียชีวิตลง

ด้านนายไพฑูรย์ กล่าวภายหลังจากเป็นประธานในการเจรจาระหว่างนายจ้างและลูกจ้างว่า ฝ่ายนายจ้างยินดีรับพนักงานทุกคนกลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิม โดยยืนยันว่าจะไม่จ้างพนักงานแบบซับคอนแทรกต์ (เหมาค่าแรง) หากมีคำสั่งซื้อเข้ามา แต่ในช่วงระยะ 3 เดือนข้างหน้า ตั้งแต่ ต.ค.- ธ.ค. ยังไม่มีคำสั่งซื้อ เมื่อไม่มีคำสั่งซื้อทำให้นายจ้างอาจต้องปลดพนักงานเพิ่มอีก 2,500 คน จากพนักงานทั้งหมด 5,000 คน แต่นายจ้างยืนยันกับตนและคนงานว่า อย่าได้กังวลใจ เพราะยินดีช่วยเหลือและพร้อมจะเจรจากับลูกจ้าง โดยไม่ได้คิดหลบหนี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสอบถามเพิ่มเติม มีคนงานที่ป่วยที่ถูกเลิกจ้างเพิ่งกินยาฆ่าตัวตายเนื่องจากไม่สามารถหางานใหม่ที่มั่นคง รวมถึงคนงานที่ตั้งครรภ์ซึ่งถูกเลิกจ้างได้ยุติการตั้งครรภ์เนื่องจากไม่สามารถรองรับค่าใช้จ่ายที่จะเพิ่มขึ้นได้


15 กันยายน 10 โมงเช้า ขบวนการแรงงานนัดร่วมเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้อง “สิทธิศักดิ์ศรีชนชั้นกรรมาชีพ”
จากหนังสือเชิญชวนร่วมเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้อง “สิทธิศักดิ์ศรีชนชั้นกรรมาชีพ” ของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ระบุว่า เนื่องด้วยผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ ที่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องผู้ใช้แรงงานในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการเลิกจ้าง การใช้มาตรา 75 ในการจ้างงาน การลดเวลาการทำงาน และการคุกคามสิทธิคนงานและสิทธิสหภาพแรงงานในรูปแบบต่างๆ ตามสถานการณ์ที่เราทราบกันดีขณะนี้ ทั้งนี้นายจ้างบางสถานประกอบการก็ประสบกับปัญหาวิกฤตจริง แต่บางแห่งก็ใช้โอกาสวิกฤตเศรษฐกิจเป็นข้ออ้างในการเอาเปรียบคนงาน ใช้โอกาสในการลดต้นทุนการผลิต และที่สำคัญใช้โอกาสวิกฤตเศรษฐกิจนี้ในการทำลายและคุกคามสหภาพแรงงานและสิทธิของพี่น้องผู้ใช้แรงงาน ไม่ว่าจะเป็น กรณีของคนงานบริษัท เวิลด์เวลล์การ์เม้นท์, พี่น้องสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ , สหภาพแรงงานแคนนาดอล ฯลฯ

จากสภาพปัญหาดังกล่าวข้างต้น คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย มีความตระหนักถึงความสำคัญต่อปัญหา และมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาเครือข่ายองค์กรแรงงานต่างๆ พยายามนำเสนอและผลักดันให้ภาครัฐแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ปัญหาต่างๆ ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขไปในทิศทางที่ดีขึ้น ในทางกลับกันภาครัฐยังใช้วิธีการคุกคามคนงานและสหภาพแรงงานอย่างไม่เป็นธรรม ดังนั้นเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่พี่น้องผู้ใช้แรงงานที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ และพี่น้องคนงาน สหภาพแรงงานที่ถูกคุกคาม คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ร่วมกับเครือข่ายองค์กรแรงงานต่างๆ ได้กำหนดเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้อง “สิทธิศักดิ์ศรีชนชั้นกรรมาชีพ” ในวันอังคารที่ 15 กันยายน 2552 รวมตัวเวลา 10.00น. ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า


องค์กรแรงงานและประชาชนลงชื่อประณามการออกหมายจับแกนนำสหภาพแรงงานไทร์อัมพ์ฯ เพิ่ม
สืบเนื่องจากองค์กรและกลุ่มบุคคล ทั้งนักวิชาการ นักสิทธิมนุษยชน นักสหภาพแรงงาน นักศึกษา นักกิจกรรมและประชาชน กว่า 150 รายชื่อ ได้ออกแถลงการณ์ประณามการออกหมายจับแกนนำสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ และการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ และได้มีตัวแทนคือ พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เป็นผู้อ่านแถลงการณ์ไปเมื่อวัน 4 ก.ย.ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ นั้น (ตามข่าว ร้องถอนหมายจับผู้นำสหภาพแรงงาน- กก.สิทธิ ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ ตร. ) ขณะนี้ได้มีองค์กรและบุคคลได้ลงชื่อเพิ่มเติมอีก ประกอบด้วย
สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ การตัดเย็บเสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์ แห่งประเทศไทย
สหภาพแรงงานไทยอคริลิคไฟเบอร์
กลุ่มผู้ใช้แรงานสระบุรีและใกล้เคียง
สหภาพแรงงานสหกิจวิศาล
สหภาพแรงงานชินาโนเคนชิ ประเทศไทย
สหภาพแรงงานแฟชั่นเอ็กซ์เพรส
สหภาพแรงงานไทยเปอร์อ๊อกไซด์
สหภาพแรงงานอดิตยาเบอร์ล่าเคมีคัลส์ซัลไฟล์สดิวิชั่น ประเทศไทย
อาณัติ สุทธิเสมอ ประชาชน
ชาตรี สมนึก นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ประกาศ เรืองดิษฐ์ ศูนย์เผยแพร่และส่งเสริมงานพัฒนา (ผสพ.)
สคฤทธิ์ จันทร์แก้ว นักกิจกรรมรณรงค์ทางสังคมด้านการเมืองสิทธิมนุษยชน และ ศิลปินอิสระ
วาสิฎฐี บุญรัศมี ประชาชน
ชัชชล อัจนากิตติ ประชาชน
ศิโรฒน์ รัตนาภรณ์ นักศึกษาและนักเขียนบทความพุทธศาสนามหายานแนวมนุษยนิยม
ศรวุฒิ ปิงคลาศัย นักศึกษาปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
โสฬสสา มีสมปลื้ม นศ.ปริญญาโท สตรีศึกษา มธ.
Pairat Pannara
จาพิกรณ์ เผือกโสภา นิสิตปริญญาโท สาขารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ปรัชญา สุรกำจรโรจน์ นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ปาลิดา ประการะโพธิ์ นักเรียน
กัปตัน จึงธีรพานิช นิสิตปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
มินตา ภณปฤณ ประชาชน

ที่มา http://www.prachatai.com/journal/2009/09/25811

สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ ฯ ร้อง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กรณีบริษัทประกาศเลิกจ้างคนงาน




เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2552 ณ ห้องประชุม 704 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษาฯ ตัวแทนสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย จำนวน 40 คน ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จากกรณีบริษัทประกาศเลิกจ้างคนงานทั้งหมด 1,959 คน และได้รวมตัวกันเดินจากบริเวณหน้าบ้านพิษณุโลกไปยังทำเนียบรัฐบาล เพื่อติดตามความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาหลังจากได้ยื่นเรื่องต่อนายกรัฐมนตรีไปแล้วนั้น ซึ่งการชุมนุมดังกล่าวเป็นการชุมนุมโดยสันติปราศจากอาวุธตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ผลจากการชุมนุมทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ดุสิต ได้ออกหมายจับตัวแทน 3 คน ได้แก่ นายสุนทร บุญยอด นางสาวบุญรอด สายวงศ์ และนางสาวจิตรา คชเดช ข้อหามั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง นอกจากนั้นยังได้มีการสลาย การชุมนุมโดยไม่มีการประกาศแจ้งให้ผู้ชุมนุมทราบก่อนล่วงหน้าซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และขอให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติดำเนินการแก้ไขปัญหา ดังนี้

1. ขอให้ดำเนินการช่วยเหลือให้มีการยกเลิกหมายจับ เพราะเป็นการชุมนุมโดยสันติปราศจากอาวุธซึ่งได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 และการออกหมายจับนี้เป็นการละเมิดสิทธิทางพลเมืองและทางการเมือง รวมถึงสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม
2. ขอให้ดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยตำรวจได้เปิดเครื่องขยายเสียงที่มีเสียงดังมากใส่คนงานหญิง คนงานพิการ และคนงานสูงอายุที่ฟังปราศรัยหน้าทำเนียบรัฐบาล ขณะที่ตัวแทนของสหภาพกำลังเข้าไปยื่นหนังสือกับประธานวิปฝ่ายค้าน โดยไม่มีการแจ้งให้แก่ผู้ชุมนุมทราบล่วงหน้า
3. ขอให้เข้าไปตรวจสอบกรณีการเลิกจ้างเพื่อเป้าหมายการทำลายสหภาพแรงงาน ถือเป็นการเลิกจ้างที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน เพื่อหาแหล่งค่าจ้างราคาถูกและขยายโรงงานใหม่โดยได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ ปี 2518 และข้อตกลงการจ้างงาน

ศาสตราจารย์อมรา พงศาพิชญ์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นผู้รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวและสั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติดำเนินการตามกระบวนการต่อไป

วันที่ 7 กันยายน 2552

ที่มา
http://www.nhrc.or.th/news.php?news_id=5420

ร้องถอนหมายจับผู้นำสหภาพแรงงาน- กก.สิทธิ ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ ตร.



Sat, 2009-09-05

(4 ก.ย.) เมื่อเวลา 16.00น. ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ มีการแถลงข่าวประณามการออกหมายจับแกนนำสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ และการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เป็นผู้อ่านแถลงการณ์ซึ่งร่วมลงชื่อโดยองค์กร ประชาชน นักกิจกรรมทางสังคม นักวิชาการ กว่า 150 คน เรียกร้องให้ถอนการออกหมายจับที่ไม่เป็นธรรมกับผู้นำสหภาพแรงงาน โดยทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องไม่มีการจับกุมตามหมายจับ และดำเนินเพื่อร้องขอกับศาลให้มีการถอนหมายจับโดยทันที

นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการตามข้อเรียกร้องของสหภาพ ที่ได้ยื่นให้รองเลขาธิการฝ่ายการเมืองโดยเร็วที่สุด และเรียกร้องให้รัฐบาล และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน นำโดย พล.ต.ต วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 โดยทางตำรวจได้เปิดเครื่องขยายเสียงที่มีเสียงดังมาก ได้รับผลกระทบต่อคนงานผู้หญิง คนงานพิการ และอายุมากที่ได้นั่งฟังปราศรัยหน้าทำเนียบรัฐบาล ขณะที่ตัวแทนของสหภาพกำลังเข้าไปยื่นหนังสือกับนายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน ประจำรัฐสภา และการขอออกหมายจับผู้นำสหภาพ โดย พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ว่า เป็นการละเมิดสิทธิทางพลเมืองและทางการเมือง รวมถึงสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม

ธัญยธรณ์ คีรีถาวรพัฒน์ รองประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ กล่าวว่า หลังกลับจากการชุมนุมที่หน้ารัฐสภา คนงานหลายคนมีอาการปวดหู ปวดศีรษะ และคลื่นไส้ บางรายมีอาการปวดเบ้าตา โดยบางคน แพทย์วินิจฉัยว่า หูชั้นกลางอักเสบ หลายคนมีอาการข้างเคียงคือ พูดกันไม่ค่อยเข้าใจ เนื่องจากสมองเบลอ ซึ่งอาการเหล่านี้คือผลกระทบจากการที่ตำรวจใช้เครื่องขยายเสียง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการแถลงข่าวมีการนำใบรับรองแพทย์ของคนงานซึ่งได้รับผลกระทบจากการใช้เครื่องขยายเสียงระดับไกลหรือ LRAD มาแสดงด้วย





ด้าน พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 (ผบก.น.1) ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอสว่า ตำรวจเพียงแต่เปิดลำโพงเพื่อประกาศเตือนการปิดถนนหน้ารัฐสภาที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน ไม่ได้มีเจตนาจะสลายการชุมนุม พร้อมทั้งระบุด้วยว่าขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการออกหมายจับคนงานเพิ่ม

000000


ประณามการออกหมายจับแกนนำสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ และการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ

พวกเรา องค์กร และบุคคลข้างล่าง ขอประณามการออกหมายจับ นายสุนทร บุญยอด น.ส.บุญรอด สายวงศ์ (เลขาธิการสหภาพแรงงานไทรอัมพ์) และ น.ส.จิตรา คชเดช (ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์) โดยสถานีตำรวจนครบาลเขตดุสิต ต่อการใช้สิทธิการชุมนุมอย่างสันติ ในวันพฤหัสที่ 27 สิงหาคม 2552 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการชุมนุมอย่างสันติ โดยคนงานผู้หญิง ที่รวมถึงคนงานที่ท้อง และพิการ จำนวน 1,000 คน ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกเลิกจ้าง
โดยทาง พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวไอเอ็นเอ็นว่า การชุมนุมอย่างสันตินี้ เข้าข่าย การมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดหนึ่งให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามมาตรา 215 และมาตรา 216 ที่มีโทษหนักถึงจำคุกเป็นระยะเวลา 3 ปี

ทางพวกเรามีความเห็น ดังนี้:

1. การออกหมายจับครั้งนี้ เป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน และเป็นการใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ (excessive uses of force) เนื่องจากสิทธิการชุมนุมอย่างสันติ ที่สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ กระทำเพื่อเรียกร้องให้มีการออกมารับหนังสือโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นสิทธิเสรีภาพที่ได้รับความคุ้มครอง ภายใต้รัฐธรรมนูญ และกติการะหว่างประเทศ ว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกภาคี

2. การชุมนุมที่เกิดขึ้น เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมที่มีความชอบธรรม เนื่องจากเป็นการชุมนุมของคนงานที่ได้รับผลกระทบจากการถูกเลิกจ้าง จำนวน 1,959 คน และเป็นการชุมนุมที่สืบเนื่องมาจาก การยื่นหนังสือต่อรองเลขาธิการฝ่ายการเมือง ประจำทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2552 เพื่อติดตามว่า รัฐบาลได้ดำเนินการอย่างไรไปแล้วบ้าง

3. การให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในหนังสือพิมพ์ไอเอ็นเอ็น ไม่ได้สะท้อนความเป็นจริง ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงแต่อย่างใด เนื่องจากการชุมนุมของสหภาพแรงงานฯ ทั้งหน้าทำเนียบรัฐบาล และรัฐสภา นั้น ได้เป็นไปตามกรอบสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมอย่างสันติ ตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศได้รับรองไว้ และไม่ได้มีการปิดถนนหน้าทำเนียบรัฐบาล ตามที่พล.ต.ท.วรพงษ์ได้กล่าวอ้างแต่อย่างใด แต่การที่ถนนหน้ารัฐสภาปิดเกิดขึ้น เนื่องจากการไร้ความรับผิดชอบโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจในการอำนวยความสะดวก ทำให้มีรถวิ่งสวนกับผู้ชุมนุมมากมาย และไม่ได้มีการปิดรัฐสภาแต่อย่างใด โดยรถยนต์และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็สามารถเข้าออกได้อย่างไม่มีปัญหา

4.การตอบโต้การชุมนุมครั้งนี้ โดย พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ในการนำเครื่องขยายเสียงระดับไกล (LRAD: Long Range Acoustic Device) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้โดยทหารสหรัฐในสงครามอิรัก มาเปิดช่วงที่คนงานหญิงได้ชุมนุมกันอย่างสันติ และในช่วงที่กำลังประสานงานกับ นายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน เข้ามารับหนังสือ ถือเป็นการกระทำที่ประสงค์จะให้มีการสลายการชุมนุม อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยตรง เนื่องจากได้สร้างความเจ็บปวดในระบบหูให้กับคนงานจำนวนมาก โดยเฉพาะคนงานที่มีอายุมาก ซึ่งองค์กรสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศได้ให้ความเห็นว่า เครื่องขยายเสียงนี้สามารถทำลายระบบหู จนทำให้ไม่ได้ยินไปตลอดชีวิตได้ หากมีการเปิดในระยะใกล้กับผู้ชุมนุม ซึ่งในกรณีนี้มีการเปิดใกล้กับผู้ชุมนุมมาก (ห่างจากผู้ชุมนุมในระยะ 1-2 เมตรเท่านั้น) อีกทั้ง การดำเนินการดังกล่าวไม่มีเหตุใดๆที่จะนำเครื่องขยายเสียงมาดำเนินการแต่อย่างใดมาใช้ เนื่องจากดังที่กล่าวแล้วข้างต้นว่า ผู้ชุมนุมได้ชุมนุมกันอย่างสันติโดยชอบด้วยกฎหมาย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงไม่มีอำนาจใดๆดำเนินการเพื่อให้มีการสลายการชุมนุม

สืบเนื่องจากความเห็นของพวกเรา เราจึงมีข้อเรียกร้อง ดังนี้:

1.เราขอเรียกร้องให้ถอนการออกหมายจับที่ไม่เป็นธรรม กับผู้นำสหภาพแรงงาน โดยทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องไม่มีการจับกุมตามหมายจับ และดำเนินเพื่อร้องขอกับศาลให้มีการถอนหมายจับโดยทันที
2. เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการตามข้อเรียกร้องของสหภาพ ที่ได้ยื่นให้รองเลขาธิการฝ่ายการเมืองโดยเร็วที่สุด
3. เราขอเรียกร้องให้รัฐบาล และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน นำโดย พล.ต.ต วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 โดยทางตำรวจได้เปิดเครื่องขยายเสียงที่มีเสียงดังมาก ได้รับผลกระทบต่อคนงานผู้หญิง คนงานพิการ และอายุมากที่ได้นั่งฟังปราศรัยหน้าทำเนียบรัฐบาล ขณะที่ตัวแทนของสหภาพกำลังเข้าไปยื่นหนังสือกับนายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน ประจำรัฐสภา และการขอออกหมายจับผู้นำสหภาพ โดย พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ว่า เป็นการละเมิดสิทธิทางพลเมืองและทางการเมือง รวมถึงสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม

31 สิงหาคม 2552

สมัชชาคนจน
สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ การตัดเย็บเสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์ แห่งประเทศไทย
สหภาพแรงงานไทยอคริลิคไฟเบอร์
กลุ่มผู้ใช้แรงานสระบุรีและใกล้เคียง
สหภาพแรงงานสหกิจวิศาล
สหภาพแรงงานชินาโนเคนชิ ประเทศไทย
สหภาพแรงงานแฟชั่นเอ็กซ์เพรส
สหภาพแรงงานไทยเปอร์อ๊อกไซด์
สหภาพแรงงานอดิตยาเบอร์ล่าเคมีคัลส์ซัลไฟล์สดิวิชั่น ประเทศไทย
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน(ครส.)
มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (มสพ.)
มูลนิธิศักยภาพชุมชน
สหภาพแรงงานไทยอินดัสเตรียลแก๊ส
ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อประชาธิปไตย(YPD)
กลุ่มประกายไฟ
กลุ่มรองเท้าแตะ
กลุ่มประสานงานกรรมกร
กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ

เกษียร เตชะพีระ คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
สุณัย ผาสุข นักสิทธิมนุษยชน
รศ.กฤตยา อาชวนิจกุล สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล
อังคณา นีละไพจิตร ผู้เขียนรายงานประเทศตามกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองฉบับที่สอง
พันโท แพทย์หญิง กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี นายกสมาคมเครือข่ายผู้ปกครองแห่งชาติ/ประธานเครือข่ายพ่อแม่เยาวชนเพื่อการปฏิรูปการศึกษา/สมาชิกสภาพัฒนาการเมือง
นายชาตวิทย์ มงคลแสน นายกสมาคมพัฒนาผู้บริโภคไทย
นายบุญยืน สุขใหม่ ประธานสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาไอทีเอฟ
พรมมา ภูมิพันธ์ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอฯ
นที สรวารี นายกสมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน
พวงทอง ภวัครพันธุ์ รัฐศาสตร์ จุฬา
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว ศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
ศรีประภา เพชรมีศรี อาจารย์ประจำศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษา ม.มหิดล
วัชรพล ศุภจักรวัฒนา อาจารย์ประจำสาขารัฐศาสตร์เเละรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ ม.นเรศวร
ปาณัสม์ชฎา ธนภาคิน อาจารย์ประจำคณะบริหารรัฐกิจ ม.ฟาร์อีสเทิร์น
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ บรรณาธิการนิตยสารวิภาษาและอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
Nivedita Menon School of International Studies Jawaharlal Nehru University
ภัควดี วีระภาสพงษ์ ประชาชน
ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความ
สมบัติ บุญงามอนงค์ มูลนิธิกระจกเงา
วิภา ดาวมณี กรรมการเครือข่ายเดือนตุลา
ศิโรตน์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระทางด้านรัฐศาสตร์
สุภิญญา กลางณรงค์ เครือข่ายพลเมืองเน็ต (Thai Netizen Network)
สุชาติ เศรษฐมาลินี สถาบันศาสนา วัฒนธรรมและสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ
บุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์ ฝ่ายวิชาการ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย
เจษฎา โชติกิจภิวาทย์ ผู้ประสานงานกลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ
สงกรานต์ ป้องบุญจันทร์ เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
ปกป้อง เลาวัณย์ศิริ นักกิจกรรมทางสิทธิมนุษยชน
ชัยธวัช ตุลาฑล นักกิจกรรมทางสังคม
เก่งกิจ กิติเรียงลาภ นักกิจกรรมทางสังคม
กานต์ ยืนยง นักกิจกรรมทางสังคม
พิภพ อุดมอิทธิพงศ์ นักแปลอิสระ
พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ โครงการเข้าถึงความยุติธรรมและการคุ้มครองทางกฎหมาย มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
ประดิษฐา ปริยแก้วฟ้า เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
จารุวัฒน์ เกยูรวรรณ โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย
พวงชมพู รามเมือง มูลนิธิกองทุนไทย
อับดุลเลาะห์ หะยีอาบู คณะทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
เยาวลักษ์ อนุพันธุ์ ทนายความ สำนักงานกฎหมายสิทธิชน
พิชิต พิทักษ์ กลุ่มสร้างสรรค์ชืวิตและธรรมชาติ อีสาน
พิษณุ ไชยมงคล สำนักเรียนรู้เพื่อประชาธิปไตยท้องถิ่น (สปท.)
นายประสาท ศรีเกิด สถาบันเสื้อแดงเพื่อประชาธิปไตย
นายอาณัติ สุทธิเสมอ ชมรมส่งเสริมการเรียนรู้ ภาคเหนือตอนล่าง
นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ YPD/ตัวแทนจากองค์กรนักศึกษา ม.รังสิต
ชาญณรงค์ วงค์วิชัย นักกิจกรรมรณรงค์ทางสังคมด้านเอชไอวี/เอดส์
ว่าที่ ร.อ.ภาดร ผลาพิบูลย์ สมาคมรัฐธรรมนูญเพื่อประชาธิปไตย
นางกสิณา สริจันทร์ สถาบันอิสานภิวัตน์
ขวัญรวี วังอุดม นักศึกษาปริญญาโท คณะสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา สถาบันสังคมศึกษา
ประเทศเนเธอร์แลนด์
ชล บุนนาค นักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยอีราสมุส รอตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์
เทวฤทธิ์ มณีฉาย นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
เอกรินทร์ ต่วนศิริ นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อุบลพรรณ กระจ่างโพธิ์ นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อดิศร เกิดมงคล นักศึกษาปริญญาโท คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อุเชนทร์ เชียงเสน นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ปฤณ เทพนรินทร์ นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อานนท์ อุณหะสูต นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อานนท์ ชวาลาวัณย์ นักศึกษาปริญญาโท Jawaharlal Nehru University New Delhi
Timo Ojanen นักศึกษาระดับปริญญาโท มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
กมลชนก สุขใส อดีตนักศึกษาปริญญาตรี คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ไชยรัตน์ ชินบุตร นักศึกษา คณะ รัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง
สิริลักษณ์ ศรีประสิทธิ์ นักศึกษาโรงเรียนแม่น้ำโขง Mekong School-EarthRights International
เยาวลักษ์ อนุพันธุ์ ทนายความ สำนักงานกฎหมายสิทธิชน
อนุชา มิตรสุวรรณ อิสรชนผู้รักความเป็นธรรม/เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
สุภาภรณ์ มาลัยลอย ประชาชนผู้รักความเป็นธรรมและสิ่งแวดล้อม/เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
ภาวิณี ชุมศรี เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
ปรีดา นาคผิว เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
ศิริภาส ยมจินดา ประชาชน
วิทยา อาภรณ์
น.ส.สุรีรัตน์ นนทโชติ โครงข่ายภาคประชาสังคมนนทบุรี
นางสายสม โกมลเสวิน โครงข่ายภาคประชาสังคมนนทบุรี
น.ส.ปาณิศา ขวัญเมือง โครงข่ายภาคประชาสังคมนนทบุรี
นางสมจิตร์ รามนันทน์ โครงข่ายภาคประชาสังคมนนทบุรี
นายสมศักดิ์ เจริญศรี โครงข่ายภาคประชาสังคมนนทบุรี
นายไพบูลย์ บุณรอด โครงข่ายภาคประชาสังคมนนทบุรี
นายสมศักดิ์ เกศชนา โครงข่ายภาคประชาสังคมนนทบุรี
ครรชิต พัฒนโภคะ องค์กรเลี้ยวซ้าย
พัชณีย์ คำหนัก องค์กรเลี้ยวซ้าย
ยุพิน อิ่มดำ องค์กรเลี้ยวซ้าย
สมาภรณ์ แก้วเกลี้ยง สมัชชาสังคมก้าวหน้า
คมลักษณ์ ไชยยะ สมัชชาสังคมก้าวหน้า
ทัตธนนันต์ นวลมณี สมัชชาสังคมก้าวหน้า
รสา หิรัญฤทธิ์ สมัชชาสังคมก้าวหน้า
กมล ศุภวงศ์ สมัชชาสังคมก้าวหน้า
บุญธิดา อาจารยางกูร สมัชชาสังคมก้าวหน้า
ชัยนรินทร์ กุหลาบอ่ำ สมัชชาสังคมก้าวหน้า
อุษากร เหมือนประยูร สมัชชาสังคมก้าวหน้า
สุจีรา เพ็งญา สมัชชาสังคมก้าวหน้า
ไชยวัฒน์ ตระการรัตน์สันติ สมัชชาสังคมก้าวหน้า
สาธิต เลิศโชติรัตน์ สมัชชาสังคมก้าวหน้า
กีรประวัติ คล่องวัชรชัย สมัชชาสังคมก้าวหน้า
ชวลีย์ รัตนววิไลสกุล สมัชชาสังคมก้าวหน้า
เขมนิจ เสนาจักร สมัชชาสังคมก้าวหน้า
นรสิงค์ ศรีวิโรจน์ สมัชชาสังคมก้าวหน้า
กวิน ชุติมา นักกิจกรรม องค์กรพัฒนาเอกชน
เขมนิจ เสนาจักร ประชาชน
บุหงา เสนาจักร ประชาชน
ปรินดา วานิชสันต์ ประชาชน
ชวลีย์ รัตนวิไลสกุล ประชาชน
ณัฐรัช ฐาปโนสถ มูลนิธิกระจกเงา
เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข มูลนิธิกระจกเงา
อรรณพ นิพิทเมธาวี Webmaster ThaiNGO.org
ปฐมพร ศรีมันตะ ประชาชนและนักกิจกรรมธรรมดา
โชติศักดิ์ อ่อนสูง กลุ่มประกายไฟ
วิทยากร บุญเรือง ประชาชน
ใจ อึ๊งภากรณ์
ว่าที่ ร.อ.ภาดร ผลาพิบูลย์
นางกสิณา สริจันทร์
นายสุรพล ปัญญาวชิระ
ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล
จิรฐา ขอสูงเนิน
ประสงค์ สุวรรณโฉม
นิษฐกานต์ บุญศาสตร์
อรรคพล สาตุ้ม ศิลปินอิสระ
ประดิษฐ์ ดาวมณี ประชาชน
พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ ประชาชน
บัณฑิต เอื้อวัฒนานุกูล ประชาชน
อัฐธาดา ชมสุวรรณ แรงงานไทยในต่างแดน
น.ส. ชญานี ขุนกัน
วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา ร้านหนัง(สือ)๒๕๒๑
ภูมิวัฒน์ นุกิจ นักธุรกิจเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม
นครินทร์ วิศิษฎ์สิน
ธนกร มาณะวิท ประชาชน
พริสร์ สมุทรสาร
ฉันทนา วินิจจะกูล นักทำหนังสืออิสระ
ปรานม สมวงศ์ ประชาชน
ณภัทร สาเศียร ประชาชน
กานต์ ทัศนภักดิ์ ประชาชน
วุฒิไกร กลางทอง
ชาญณรงค์ วงค์วิชัย นักกิจกรรมรณรงค์ทางสังคมด้านเอชไอวี/เอดส์
Numnual Yapparat
นันทนีย์ เจษฎาชัยยุทธ์
ภัทชา ด้วงกลัด
ธนาวิ โชติประดิษฐ ประชาชน
ทิวสน สีอุ่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ศุกาญจน์ตา สุขไผ่ตา คนงานในโรงงานทอผ้าย่านรังสิตปทุมธานี ประเทศสยาม
ทินกร ดาราสูรย์ ประชาชน
พิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ Thai Netizen Network
ปารัชนันท์ ภาวัตโภควินท์ ประชาชน
ประกีรติ สัตสุต ประชาชน
สมิทธ์ ถนอมศาสนะ ประชาชน
มินตา ภณปฤณ ประชาชน
อาณัติ สุทธิเสมอ ประชาชน
ชาตรี สมนึก นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ประกาศ เรืองดิษฐ์ ศูนย์เผยแพร่และส่งเสริมงานพัฒนา (ผสพ.)
สคฤทธิ์ จันทร์แก้ว นักกิจกรรมรณรงค์ทางสังคมด้านการเมืองสิทธิมนุษยชน และ ศิลปินอิสระ
วาสิฎฐี บุญรัศมี ประชาชน
ชัชชล อัจนากิตติ ประชาชน
ศิโรฒน์ รัตนาภรณ์ นักศึกษาและนักเขียนบทความพุทธศาสนามหายานแนวมนุษยนิยม
ศรวุฒิ ปิงคลาศัย นักศึกษาปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
โสฬสสา มีสมปลื้ม นศ.ปริญญาโท สตรีศึกษา มธ.
Pairat Pannara
จาพิกรณ์ เผือกโสภา นิสิตปริญญาโท สาขารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ปรัชญา สุรกำจรโรจน์ นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ปาลิดา ประการะโพธิ์ นักเรียน
กัปตัน จึงธีรพานิช นิสิตปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
มินตา ภณปฤณ ประชาชน

ที่มา http://www.prachatai.com/journal/2009/09/25710

นักวิชาการชี้ใช้เครื่อง LRAD สลายการชุมนุมไทรอัมพ์ละเมิดสิทธิ แนะฟ้องศาลปกครอง




Sun, 2009-09-06

เมื่อวันที่ 4 ก.ย. ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการจัดเสวนาเรื่อง “แรงงานเรียกร้อง อภิสิทธิ์ทดลองด้วยอาวุธสงคราม LRAD” โดยในงานมีการฉายภาพเหตุการณ์การชุมนุมเมื่อวันที่ 27 ส.ค. ของสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย, สหภาพแรงงานอิเล็กทรอนิกส์และแม็คคานิคส์ ในเครือบริษัทเอนี่ออน อิเล็กทรอนิกส์ (ไทยแลนด์) จำกัด และคนงานบริษัท เวิลด์เวลล์การ์เม้นท์ ที่หน้าทำเนียบรัฐบาลและรัฐสภา ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้เครื่องขยายเสียงระดับไกล (LRAD: Long Range Acoustic Device) เพื่อสลายการชุมนุม และต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ดุสิต ได้ออกหมายจับ นายสุนทร บุญยอด, นางสาวบุญรอด สายวงศ์ และนางสาวจิตรา คชเดช ในข้อหามั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยเป็นหัวหน้า หรือ ผู้สั่งการเมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิก

"แรงงานหญิงไทยหนึ่งคนรับผิดชอบคนอย่างน้อยๆ สี่คน"ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า คนเลือกวิธีที่จะมีส่วนร่วมทางการเมืองหรือพูดถึงปัญหาของตัวเองไม่เหมือนกัน ต่างก็เลือกวิธีที่ใช้ได้สำหรับตนเอง ชนชั้นกลางจำนวนหนึ่งใช้วิธีส่งเอสเอ็มเอสเข้ารายการข่าว บางคนโฟนอิน การเลือกวิธีประท้วงปิดถนนของสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ ก็เป็นความพยายามสื่อสารถึงปัญหาอีกแบบหนึ่ง เพื่อบอกว่าพวกเขาถูกเลิกจ้างและต้องการความช่วยเหลือจากรัฐ หากไม่มีปัญหาคงไม่มาเพราะทั้งร้อนและลำบาก แต่เจ้าหน้าที่ภาครัฐตั้งแต่ระดับผู้ใช้อำนาจทางการเมืองจนถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับไม่สามารถเห็นทุกข์นั้นได้ ทั้งยังจัดการด้วยวิธีที่ห่วยอีกด้วย

ชลิดาภรณ์ กล่าวถึงสถานการณ์แรงงานหญิงในประเทศไทยว่ายังเหมือนเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว เพราะรัฐมักเข้าใจว่าพลเมืองของรัฐอยู่ในครอบครัวชนชั้นกลางที่ประกอบด้วยพลเมืองผัวเมีย ที่สามีเป็นคนดูแลครอบครัว แต่สถานการณ์ของครอบครัวไทยตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ส่วนใหญ่มีผู้หญิงซึ่งเป็นแรงงานฐานล่าง เป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัว โดยบางคนนอกจากครอบครัวของตัวเองแล้วยังมีครอบครัวของสามีด้วย

"แรงงานหญิงไทยหนึ่งคนรับผิดชอบคนอย่างน้อยๆ สี่คน" ชลิดาภรณ์กล่าวและว่า เผลอๆ บางคนอาจต้องรับผิดชอบมากกว่านั้น แต่ทั้งรัฐและเอกชนมักมองว่า แรงงานหญิงสู้แรงงานชายไม่ได้ เพราะภาระของแรงงานหญิงที่ต้องดูแลครอบครัว เช่น ตั้งครรภ์ ลูกป่วย ทำให้แรงงานหญิงด้อยคุณภาพ เมื่อมีการเลิกจ้าง แรงงานหญิงเป็นกลุ่มแรกที่โดน ส่งผลให้มีคนเดือดร้อนตามมาจำนวนมาก

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์เสนอว่า นโยบายแรงงานไทย มาตรการความช่วยเหลือและรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจของรัฐควรตั้งอยู่บนฐานว่า คนงานไทยหน้าตาเป็นอย่างไรและอยู่อย่างไร ต้องคิดจากฐานใหม่ว่า ผู้หญิงไม่ได้มีสามีหาเลี้ยง และควรฟังเสียงคนที่ได้รับความเดือดร้อนทั้งหลายด้วย ไม่ใช่พอเขาพยายามสื่อสารว่าเดือดร้อน ก็ไม่ได้ยินแล้วยังปฏิบัติเยี่ยงศัตรู ซึ่งทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าแล้วสังคมไทยจะอยู่ด้วยกันได้อย่างไร ถ้าไม่สามารถเห็นทุกข์ของคนอื่นได้

เสนอฟ้องศาลปกครอง กรณี ตร.ใช้เครื่อง LRADปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธเป็นสิทธิตามมาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญ โดยการชุมนุมโดยสงบนั้นหมายถึงไม่ได้ทำอะไรรุนแรง เช่น ยึดสถานที่ราชการหรือก่อความวุ่นวาย ดังนั้น การชุมนุมของคนงานในวันดังกล่าว จึงไม่น่าจะมีปัญหา เพราะมาตรา 215 ใช้ตั้งได้กับผู้ใช้สิทธิเกินขอบเขต ดังนั้น ต้องสู้ในเรื่องนี้

ปริญญา กล่าวว่า การใช้เครื่อง LRAD ไม่ว่าจะใช้กับการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ หรือต่อให้ไปใช้กับการชุมนุมที่ไม่สงบ มีอาวุธ หรือมีความรุนแรงเกิดขึ้นแล้ว ก็มีปัญหาว่าใช้ได้ขนาดไหน เพราะในระบอบประชาธิปไตย สำหรับประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจ สิทธิเสรีภาพเป็นเรื่องหลัก ข้อจำกัดเป็นเรื่องยกเว้น ขณะที่สำหรับเจ้าหน้าที่รัฐ หลักคือไม่มีอำนาจ ต้องมีกฎหมายให้สิทธิก่อนจึงมีอำนาจ และต้องใช้เท่าที่จำเป็น และใช้ให้น้อยที่สุด จากเบาไปหาหนัก และต้องแจ้งก่อนว่าจะใช้

เขาเล่าถึงคดีตัวอย่างที่สงขลา กรณีตำรวจสงขลาสลายม็อบต้านท่อแก๊ส ที่หน้าโรงแรมเจบีหาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อปี 2546 ซึ่งต่อมาศาลปกครองตัดสินในปี 2548 ว่าตำรวจกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และเสนอให้มีการฟ้องศาลปกครอง โดยยินดีจะรับดูในข้อกฎหมายให้ เนื่องจากคนงานถูกใช้เครื่อง LRAD ขณะที่ชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ อีกทั้งการใช้เครื่องดังกล่าวยังมีปัญหาว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ปริญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า การใช้เครื่อง LRAD กับผู้ชุมนุม น่าจะเป็นการดำเนินการโดยตำรวจ อย่างไรก็ตาม ตั้งคำถามว่า การที่รัฐบาลหรือนายกฯ ซึ่งเป็นผู้กำกับการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ว่าอะไรกับตำรวจ เท่ากับเห็นชอบด้วยกับการใช้เครื่องแบบนี้กับประชาชนที่กำลังชุมนุมอย่างสงบและปราศจากอาวุธใช่หรือไม่

"ความรุนแรงคือการลดทอนความเป็นมนุษย์"ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ กล่าวว่า เมื่อพูดถึงเรื่องของความรุนแรง สังคมมักมองว่า การไม่ใช่อาวุธสลายการชุมนุมนั่นคือการไม่ใช้ความรุนแรง แต่จริงๆ แล้ว การปล่อยให้คนบางกลุ่มมีอำนาจทำร้ายคนอีกกลุ่มผ่านการเลิกจ้าง ก็เป็นความรุนแรงทางเศรษฐกิจการเมืองแบบหนึ่ง

"ความรุนแรงคือการลดทอนความเป็นมนุษย์" ศิโรตม์กล่าวและว่า สิ่งที่เกิดกับคนงานไทรอัมพ์ ไม่ต่างจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนงานหญิงก่อนหน้านี้ ที่คนมองว่า การถูกเลิกจ้างและสุขภาพย่ำแย่จากการทำงานเป็นเรื่องธรรมดาและไม่เป็นปัญหา โดยมักมองว่ามีงานทำก็เป็นเรื่องของคนงาน ไม่มีงานทำก็เป็นเรื่องของคนงาน
เขาตั้งคำถามว่า ที่สุดแล้ว การเลิกจ้างคนงานลักษณะนี้ยอมรับได้หรือไม่ นายจ้างบอกว่ามีปัญหาทางเศรษฐกิจ ต้องปรับโครงสร้าง ต้องการให้ออก ชีวิตของคนหลายคนขึ้นกับบอร์ดบริษัท การที่จะต้องตกงานในสภาพอายุที่หางานทำไม่ได้ง่ายๆ คนงานส่วนใหญ่โอกาสได้งานใหม่ทำก็น้อย ดังนั้น เมื่อคนกลุ่มหนึ่งบอกว่าเศรษฐกิจมีปัญหา คนอีกกลุ่มเหมือนตายทั้งเป็น ระบบสวัสดิการก็ยังไม่ดีพอที่จะรองรับคนเหล่านี้ นี่จึงเป็นความรุนแรงแน่นอน

เขากล่าวถึงความเข้าใจเรื่องความรุนแรงในสังคมไทยว่า คนไม่น้อยพูดว่า การใช้เครื่อง LRAD ผิด เพราะคนงานชุมนุมโดยสงบและสันติ หรือการที่ตำรวจ ใช้เครื่องดังกล่าว นายกฯ อาจจะไม่รับรู้ ซึ่งเขามองว่า ถ้ามองความเป็นมนุษย์ของผู้ชุมนุม การใช้เครื่อง LRAD นั้นผิดทุกครั้งที่ใช้ และลำพังตำรวจไม่สามารถอนุมัติเรื่องนี้ได้ ดังนั้นนี่คือสิ่งที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบ ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวลงทุกวันว่ามีการเตรียมเครื่อง LRAD ไว้จัดการกับผู้ชุมนุม แต่รัฐบาลไม่เคยปฏิเสธ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบ

นอกจากนี้ เขามองว่า กรณีของคนงานไทรอัมพ์ที่เดินขบวนไปยื่นหนังสือที่รัฐสภานั้นน่าสนใจ เพราะพวกเขาพยายามใช้กลไกการเมืองแบบรัฐสภาปกป้องตัวเอง ซึ่งเป็นสารการเมืองที่สำคัญว่า เราอยู่ในสังคมที่มีอารยะพอที่จะใช้ระบบรัฐสภาซึ่งเป็นกลไกตามประชาธิปไตยในการแก้ปัญหาได้ ซึ่งเกิดไม่บ่อย แต่ก็น่าเสียดายที่กลไกรัฐสภาไม่มีท่าทีตอบสนอง

ศิโรตม์ กล่าวว่า เรามีรัฐธรรมนูญฉบับเศรษฐกิจทุนนิยม ที่มองคนเป็นเครื่องจักรสินค้า ที่ให้มีการจ้างเหมาช่วงหรือลดคนงานเมื่อไหร่ก็ได้ แต่รัฐธรรมนูญนี้ไม่เคยถูกแก้ไม่ว่าจะมีรัฐประหารหรือไม่ หรือใครจะมีอำนาจ ระบบกฎหมายไทยเองก็ยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยที่ประชาชนไม่รู้ตัวว่ามันมีผลกับชีวิต ในแง่การต่อสู้ทางการเมือง คนงานไทรอัมพ์ได้วิพากษ์รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทำให้เห็นว่าการเมืองแบบที่เป็นอยู่มีข้อจำกัด เช่น สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ ต้องการให้หยุดการจ้างเหมาค่าแรง หรือเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดให้มีสหภาพแรงงานในเขตส่งเสริมการส่งออก ซึ่งเป็นประเด็นที่ใหญ่ไปกว่าการต่อสู้ของคนงานในโรงงานเอง

นอกจากนี้เขากล่าวถึงความไม่สามารถของคนงานในการต่อสู้กับนายจ้างในศาลแรงงานได้ว่า อาจพูดได้ว่าเป็นมรดกที่เกิดขึ้นจากรัฐประหาร 2534 เพราะสิ่งแรกที่ พล.สุจินดา คราประยูรและทีมงานทำคือ ยกเลิกระบบที่ปรึกษาของคนงานที่ก่อนหน้านั้นคนงานมีสิทธิตั้งที่ปรึกษาสหภาพแรงงานได้เอง ทั้งที่ถ้าถือว่า สหภาพแรงงานเป็นเสรีภาพของคนงานก็ไม่ใช่ธุระอะไรของรัฐบาล ดังนั้น เมื่อมองระดับโรงงาน นี่คือระบบหนึ่งของเผด็จการ 2534 ที่ยังคงอยู่ หรือพูดเป็นประเด็นทางการเมืองได้ว่า ไม่ว่า รัฐประหารครั้งไหนก็ไม่ดีกับแรงงานทั้งนั้น

เขาเสนอด้วยว่า ในอนาคต การเลิกจ้างไม่ควรเป็นอำนาจเต็มของนายจ้าง ไม่ใช่เรื่องเอกชนกับเอกชน ควรเป็นเรื่องสาธารณะ เพราะเมื่อมีคนว่างงานก็เป็นปัญหากับสาธารณะ เราต้องเริ่มพูดแล้วว่า การเลิกจ้างเป็นเรื่องสังคมส่วนรวม นายจ้างไม่มีความชอบธรรมทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ โดยนายจ้างต้องชี้แจงกับหน่วยราชการ สาธารณะ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติให้ได้ว่า มีเหตุผลจริงๆ ไม่ใช่เรื่องเทคนิคการลงทุน เปลี่ยนแผนการลงทุน แล้วผลักให้ภาระเป็นของคนงาน

รัฐไม่สนคุ้มครองแรงงาน เน้นการลงทุนเกตุแก้ว มีศรี สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ การตัดเย็บเสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์หนังแห่งประเทศไทย ตั้งคำถามกับรัฐบาลว่า เห็นคนงานเป็นหนูทดลองหรือจึงใช้เครื่อง LRAD กับผู้ชุมนุมซึ่งเป็นผู้หญิง ซึ่งมีทั้งคนท้องและคนแก่ แค่ไม่มารับหนังสือก็ช้ำพอแรง ไม่ว่ารัฐบาลยุคไหนก็ไม่มีมาตรการหรือนโยบายที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาแรงงาน การคุ้มครองแรงงาน และกลับสนใจแต่การส่งเสริมการลงทุนของบริษัทข้ามชาติ

นอกจากนี้ เกตุแก้ว ยังตั้งคำถามกับ พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ 2518 ด้วยว่า กฎหมายตัวนี้คุ้มครองสิทธิลูกจ้างบ้างไหม เพราะระบุเพียงว่า ถ้านายจ้างจะเลิกจ้างกรรมการสหภาพแรงงานต้องขออำนาจศาล แต่ไม่ระบุว่านายจ้างต้องรับผิดชอบอะไรกับคนงานบ้าง

เวทีของคนงานคือการรวมตัวเรียกร้องแล ดิลกวิทยรัตน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จูฬาฯ กล่าวว่า ไม่ต้องถามว่า การใช้เครื่อง LRAD สลายการชุมนุมเป็นปัญหาหรือไม่ แต่ควรถามว่า ตำรวจมีสิทธิสลายการชุมนุมซึ่งเป็นการแสดงออกถึงปัญหาและความทุกข์ได้อย่างไร

แล กล่าวว่า ปัญหาของคนงานไทรอัมพ์เกิดจากนายจ้างที่มองแรงงานเหมือนอิฐหินปูนทราย จะจับวางตรงไหนก็ได้ คิดว่าเหมือนคนขายบ้าน ถ้าขายไม่ได้ อิฐที่ซื้อมาก็กองไว้ ไม่มีใครบ่น แต่คนไม่ใช่อิฐหินปูนทราย เมื่อไม่มีงานทำก็หิว ดังนั้น ไม่สามารถเลิกจ้างได้ ไม่ว่าจะขาดทุนจริงหรือไม่ก็ตาม นอกจากนี้ รัฐเองก็ไม่อยากให้ความขัดแย้งของลูกจ้างนายจ้างออกไปในรูปของการประท้วงเดินขบวนปรากฎในหน้าหนังสือพิมพ์ เพราะกลัวว่าคนต่างชาติจะไม่มาลงทุน รัฐอยากให้คนงานขึ้นศาลแรงงาน แต่คำถามคือ เมื่อเข้าสู่กระบวนการกฎหมาย ผลที่ได้จะเหมือนกันหรือไม่

เขากล่าวว่า แต่ละคนมีเวทีของตัวเอง คนงานใช้การรวมตัวเรียกร้อง สำแดงให้ปรากฎว่ามีปัญหา เพราะไม่สามารถซื้อพื้นที่หนังสือพิมพ์ ไม่มีทางจ้างนักกฎหมายฟ้องนายจ้าง การถูกจับย้ายไปอยู่ที่ที่ตัวเองไม่ถนัด ไม่ใช่เวทีของตัวเอง เช่น ห้องประชุม หรือยืนต่อหน้าศาล ซึ่งคนงานพูดอะไรมากไม่ได้ ต้องตอบตามที่ถาม ทำให้ศักยภาพในการต่อสู้หายไป

"ที่น่าสนใจกว่านั้น คนมีค่าของเวลาไม่เท่ากัน เวลาแพงเสมอสำหรับคนจน" แลกล่าวและว่า เมื่อเข้าสู่กระบวนการกฎหมาย ถ้าสู้แล้วนายจ้างอุทธรณ์ก็ยิ่งใช้เวลาและเงินมาก ตั้งแต่วันที่ถูกเลิกจ้างต้องกลับไปอยู่บ้าน เมื่อต้องขึ้นศาล ก็ต้องเดินทางจากต่างจังหวัด จะนอนพักที่ศาลาวัดเดี๋ยวนี้ก็ไม่ฟรีแล้ว
อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ กล่าวว่า กฎหมายหรือคำพิพากษานั้นยุติธรรม แต่ตั้งคำถามว่า กว่าจะได้ความยุติธรรม คนจนจ่ายมากกว่าใช่หรือไม่

ประณามการออกหมายจับ-ละเมิดสิทธิคนงานหลังการเสวนามีการแถลงข่าวประณามการออกหมายจับแกน
นำสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ และการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เป็นผู้อ่านแถลงการณ์ซึ่งร่วมลงชื่อโดยองค์กร ประชาชน นักกิจกรรมทางสังคม นักวิชาการ กว่า 150 คน เรียกร้องให้ถอนการออกหมายจับที่ไม่เป็นธรรมกับผู้นำสหภาพแรงงาน โดยทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องไม่มีการจับกุมตามหมายจับ และดำเนินเพื่อร้องขอกับศาลให้มีการถอนหมายจับโดยทันที และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการตามข้อเรียกร้องของสหภาพฯ ที่ได้ยื่นให้รองเลขาธิการฝ่ายการเมืองโดยเร็วที่สุด และเรียกร้องให้รัฐบาลและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน นำโดย พล.ต.ต วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 โดยทางตำรวจได้เปิดเครื่องขยายเสียงที่มีเสียงดังมาก ได้รับผลกระทบต่อคนงานผู้หญิง คนงานพิการ และอายุมากที่มาชุมนุมด้วย (อ่านเพิ่มเติมที่ ร้องถอนหมายจับผู้นำสหภาพแรงงาน- กก.สิทธิ ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ ตร.)

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:
ร้องถอนหมายจับผู้นำสหภาพแรงงาน- กก.สิทธิ ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ ตร.
เครือข่ายแรงงานเรียกร้องถอนหมายจับ 3 แกนนำแรงงาน

ที่มา : http://www.prachatai.com/journal/2009/09/25713